บทที่ ๑๕: ฮ้องขวัญ หรือ เฮียกขวัญ: สรีรศาสตร์แห่ง ๓๒ ดวงจิต บายศรีสะหลุงเงิน และมนต์ผูกมัดวิญญาณคืนเรือนกาย
เจาะลึกพิธีฮ้องขวัญล้านนา สรีรวิทยาแห่งขวัญ ๓๒ บายศรีสะหลุงเงิน ข้าวปั้นไข่ต้ม และศาสตร์แห่งการผูกข้อมือซ้าย-ขวากักขังดวงจิตคืนเรือนกาย
อภิปรัชญา "ขวัญ ๓๒": สรีรวิทยาแห่งจิตวิญญาณคนเมือง
ในกระบวนทัศน์ทางมานุษยวิทยาของชาวไทยยวน (คนเมือง) ร่างกายของมนุษย์มิได้ขับเคลื่อนด้วยดวงวิญญาณเดี่ยวๆ หากแต่ประกอบขึ้นจากองค์รวมของพลังงานชีวิตที่เรียกว่า "ขวัญ" ซึ่งกระจายตัวสถิตอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ทั่วเรือนกายอย่างสมบูรณ์ถึง ๓๒ ขวัญ (เช่น ขวัญหัว, ขวัญตา, ขวัญอก, ขวัญแขน, ขวัญขา เป็นต้น)
นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้บันทึกหลักการโบราณไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างรุนแรง เช่น ประสบอุบัติเหตุ ตกจากต้นไม้ สัตว์ร้ายขบกัด หรือเผชิญกับความตกใจอย่างใหญ่หลวงที่ภาษาปากเรียกว่า "ตกใจจนขวัญหาย" ตลอดจนผู้ที่ล้มป่วยหนักจนต้องนอนซมอยู่บนฟูกที่นอนเป็นเวลาแรมเดือน สภาวะจิตใจจะเกิดความอ่อนไหว เปราะบาง และส่งผลให้ ขวัญทั้ง ๓๒ ดวงเตลิดเปิดเปิงหลุดลอยออกจากร่าง พลัดหลงไปตามป่าเขา ทุ่งนา หรือลำน้ำ ทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในภาวะจิตใจกระสับกระส่าย ซึมเศร้า ฝันร้าย และร่างกายไม่ยอมฟื้นฟูเรี่ยวแรง ชุมชนล้านนาจึงต้องจัด "พิธีฮ้องขวัญ หรือ เฮียกขวัญ" (เรียกขวัญ) ขึ้น เพื่อกวาดต้อนพลังชีวิตที่กระจัดกระจายให้หวนคืนสู่ร่างเดิมอย่างพร้อมเพรียง
สถาปัตยกรรมบายศรีสะหลุงเงิน: เครื่องยังชีพแห่งดวงจิต
ความแตกต่างระหว่างบายศรีของชาวล้านนากับชาวสยามภาคกลางอยู่ที่ภาชนะและรูปทรง ในขณะที่ภาคกลางนิยมทำเป็นบายศรีปากชามใบตองหลายชั้น ทว่าชาวเหนือแต่โบราณนิยมประดิษฐ์บายศรีลงใน "สะหลุง" (ขันเงินดุนลายโบราณ หรือขันเครื่องเขินลงรักสีดำชาดแดง) แล้วนำไปวางซ้อนบนพานรองไม้อีกชั้นหนึ่งเพื่อยกย่องความศักดิ์สิทธิ์
ภายในสะหลุงบายศรี ประกอบด้วยรหัสสัญลักษณ์แห่งการหล่อเลี้ยงชีวิตอันเรียบง่ายทว่าทรงพลัง:
- ข้าวปั้นเหนียว ๑ ก้อน: เครื่องหมายแห่งความหนักแน่น มั่นคง และเป็นอาหารหลักที่คอยหล่อเลี้ยงธาตุกาย
- กล้วยน้ำว้าสุก ๑ ใบ: ตัวแทนแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความอ่อนหวาน และความราบรื่นไร้อุปสรรค
- ไข่ต้มสุก ๑ ฟอง: สัญลักษณ์สากลแห่งการกำเนิดใหม่ ความกลมเกลียว และการฟูมฟักชีวิต
- ดอกไม้ ธูปเทียน และด้ายดิบสีขาว: ด้ายสายสิญจน์ที่ตัดเตรียมไว้เป็นเส้นๆ สำหรับผูกข้อมือเรียกขวัญ
บายศรีสะหลุงเงินนี้ มิได้จำกัดเฉพาะการเยียวยาผู้ป่วยเท่านั้น หากแต่เป็นเครื่องประกอบพิธีสำคัญในทุกช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานสู่ขวัญช้างม้าวัวควาย และงานสู่ขวัญคู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน
โองการฮ้องขวัญ และศาสตร์แห่งการผูกมัดข้อมือ
ในการประกอบพิธี จะต้องนิมนต์ "อาจารย์" (มัคนายกวัดหรือผู้เฒ่าที่เคยบวชเรียนเป็นหนาน) มานั่งประจันหน้ากับผู้ป่วย อาจารย์จะกางตำราปั๊บสา และเริ่มขับขาน "คำฮ้องขวัญ" เป็นร้อยกรองภาษาพื้นเมืองล้านนาด้วยท่วงทำนองอันไพเราะ เนิบช้า ปลอบประโลม และเปี่ยมด้วยเมตตาบารมี ใช้เวลาเทศนาประมาณ ๑๐ ถึง ๑๕ นาที
เนื้อหาของคำฮ้องขวัญจะพรรณนาแจกแจงอย่างละเอียดว่า ขวัญทั้ง ๓๒ ขวัญของผู้นั้นสถิตอยู่ที่ใดบ้าง หากขวัญกำลังตกใจเตลิดไปอยู่ตามซอกหิน โพรงไม้ ยอดดอย หนองน้ำ หรือหลงเพลิดเพลินอยู่ในแดนผี ขอให้ตื่นจากภวังค์ และรีบเดินทางกลับมายังเรือนกายของตนเองเถิด เมื่อดวงจิตได้สดับถ้อยคำอันไพเราะและเปี่ยมด้วยความรักของผู้คนในครอบครัว ขวัญก็จะค่อยๆ บินกลับมารวมตัวกัน
เมื่อสิ้นสุดโองการ จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ "การผูกข้อมือ" ซึ่งมีกฎเกณฑ์ทางไสยศาสตร์ที่เคร่งครัด:
- อาจารย์จะผูกข้อมือข้างซ้ายก่อน: พร้อมทั้งบริกรรมคาถาว่า "มัดมือซ้ายขวัญมา" เพื่อเป็นการกวาดต้อน ดึงรั้ง และต้อนรับดวงขวัญที่หลงทางให้กลับเข้ามาสู่ร่าง
- จากนั้นจึงผูกข้อมือข้างขวาตาม: พร้อมทั้งบริกรรมคาถาว่า "มัดมือขวาขวัญอยู่" เพื่อเป็นการลงกลอน ขังดวงขวัญทั้งสามสิบสองไว้ให้อยู่แนบแน่นกับเนื้อกับตัว ไม่ให้ล่องลอยเตลิดหนีไปไหนได้อีกตลอดกาล
- ปิดท้ายด้วยการกล่าวคำอวยพรให้มีอายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
ด้ายผูกข้อมือนี้ ผู้รับขวัญจะต้องผูกติดตัวไว้อย่างน้อย ๓ วันจึงจะอนุญาตให้ปลดออกได้ แต่สำหรับเด็กเล็ก บิดามารดามักจะปล่อยให้ด้ายผูกข้อมือนั้นติดตัวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งด้ายสีขาวกลายเป็นสีดำและเปื่อยขาดไปเองตามธรรมชาติ พิธีฮ้องขวัญจึงเป็นมรดกทางจิตบำบัดพื้นบ้านอันชาญฉลาด ที่ใช้อำนาจแห่งความรัก ความอบอุ่น และสายใยครอบครัว มาเยียวยาความแตกสลายของจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด