บทที่ ๑๗: ฟ้อนดาบ – ฟ้อนเจิง: ยุทธศิลป์คนหาญล้านนา มหาการตบมะผาบ กลองสะบัดชัย และวิชาดาบ ๑๒ เล่มสะท้านพิภพ
เจาะลึกยุทธศิลป์ฟ้อนดาบ-ฟ้อนเจิงล้านนา การตบมะผาบสงครามจิตวิทยา กลองสะบัดชัย วิชาดาบ ๑๒ เล่ม และฟ้อนเล็บมรดกคุ้มหลวง
ปฐมบทแห่งคนหาญ: "ตบมะผาบ" จิตวิทยาตัดขวัญก่อนประจัญบาน
ในอดีตสมรภูมิของอาณาจักรล้านนา สงครามประชิดตัวตัดสินกันด้วยอาวุธสั้นจำพวกดาบ หอก หลาว และแหลน ชายชาตรีล้านนาที่ออกศึกจะได้รับการขนานนามว่า "คนหาญ" นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้บันทึกถึงศาสตร์และศิลป์ที่ฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของคนหาญ นั่นคือ "การฟ้อนเจิง" (การร่ายรำชั้นเชิงการต่อสู้) และ "การตบมะผาบ"
ก่อนที่เหล่านักรบจะเข้าโรมรันฟันแทง พวกเขาจะเปิดฉากด้วยการรำตบมะผาบด้วยมือเปล่า ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งการ "ปลุกใจตนเอง" และ "สงครามจิตวิทยาทำลายสมาธิศัตรู":
- คนหาญจะเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วน เคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว ว่องไว ปราดเปรียว สลับกับการใช้ฝ่ามือฟาดตบลงไปบนแผงอก ต้นแขน ซอกพับ และหน้าขาของตนเอง จนเกิดเสียงดัง ผาบ! ผาบ! กึกก้องสนั่นลานดิน
- ท่วงท่าตบมะผาบจะดำเนินไปตามจังหวะกระตุ้นเร้าของ "กลองสะบัดชัย" และเสียงโห่ร้องกู่ก้อง เป็นการกวักมือท้าทายและยั่วยุให้ข้าศึกเกิดโทสะ เพราะตามพิชัยสงครามโบราณ ผู้ใดที่ขาดสติและใจร้อน ย่อมเสียเปรียบผู้ที่ใจเย็นสุขุม และจะนำไปสู่ความปราชัยในที่สุด
มหากาพย์ฟ้อนดาบ: สายวิชาเชียงแสนปะทะแสนหวี และกลเม็ดดาบ ๑๒ เล่ม
เมื่อการตบมะผาบปลุกสัญชาตญาณนักสู้จนเดือดพล่าน นักรบจะชักดาบเหล็กกล้าเข้าสู่ "การฟ้อนดาบ" ซึ่งมิใช่การรำดาบไม้หลอกตา หากแต่ใช้ดาบจริงที่มีความคมกริบ ก่อให้เกิดความหวาดเสียวและตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง ล้านนามีสำนักเพลงดาบเอกที่สำคัญ ๒ สาย:
- เชิงดาบเชียงแสน: แม่ไม้ดาบหลวงดั้งเดิมของชาวไทยวน เน้นความอ่อนช้อย หลบหลีกอย่างสุขุม และจู่โจมอย่างรัดกุม
- เชิงดาบแสนหวี: สายวิชาของชาวไทใหญ่ (เงี้ยว) จากเมืองแสนหวี ซึ่งเรียกดาบว่า "แหลว" เพลงดาบสายนี้มีความแกล้วกล้า รวดเร็ว และดุดันเป็นเลิศ (ในอดีต ครูดาบชาวแสนหวีได้เดินทางมาตั้งรกรากถ่ายทอดวิชาอยู่ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ จนกลายเป็นตำนาน)
ยอดฝีมือเชิงดาบชั้นครูสามารถร่ายรำดาบได้พร้อมกันตั้งแต่ ๒, ๔, ๖, ๘ จนถึง ๑๒ เล่มอย่างน่าอัศจรรย์:
- มือทั้งสองถือดาบควงกวัดแกว่งฟาดฟัน
- ปากคาบเล่มดาบไว้แนวนอนอย่างมั่นคง
- ซอกรักแร้ทั้งสองข้างหนีบดาบเล่มยาว
- ข้อพับแขน ข้อพับขา และนิ้วเท้าทั้งสองข้างคีบด้ามดาบกวัดแกว่งไปตามจังหวะพลิกแพลง กลายเป็นพายุคมดาบที่หมุนวนรอบกายเนื้อ ไร้ช่องว่างให้ศัตรูกล้ำกราย
ศิลปะนี้ได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ในอดีต ตำนานสิงหนวัติ บันทึกว่า พระเจ้าสามฝั่งแกนได้โปรดให้เมืองยองส่งคณะช่างฟ้อนหอกฟ้อนดาบมาแสดงถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำทุกปี และในยุคกึ่งพุทธกาล คณะดาบฟ้าฮ่ามแห่งเชียงใหม่ก็เคยฟ้อนดาบเชียงแสนถวายหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อคราวเสด็จประพาสเชียงใหม่
สุนทรียศาสตร์ฝ่ายสตรี: ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน และการหลอมรวมชาติพันธุ์
ในฝั่งของสตรีล้านนา ยุทธศิลป์ได้แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนช้อยอันเป็นเอกลักษณ์สูงสุดแห่งล้านนา นั่นคือ "ฟ้อนเล็บ" (ฟ้อนเมือง) และ "ฟ้อนเทียน":
- หญิงสาวชาวเหนือจะนุ่งผ้าซิ่นตีนจก สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียง เกล้ามวยผมสูงทัด ดอกเอื้องผึ้ง สีเหลืองอร่าม และสวม "เล็บทองเหลืองยาวเรียว" ทั้งแปดนิ้ว ร่ายรำอย่างชดช้อย ยิ้มแย้มละไม
- ขบวนฟ้อนจะเคลื่อนไปตามจังหวะ "กลองตึ่งนง" (กลองยาว กะหลบปด แน ฉว่า ฉิ่ง) ที่บรรเลงเสียง ตะ... ตึ่งนง... ตักตั่งตักถง... นำหน้าขบวนแห่ครัวทานในงานปอยหลวงและงานทอดกฐิน
- ในยามราตรี จะแปรเปลี่ยนเป็น "ฟ้อนเทียน" โดยคีบเทียนขี้ผึ้งที่จุดไฟสว่างไสวไว้ในอุ้งนิ้ว ส่องแสงวับแวมตัดกับความมืดมิด
ความน่าทึ่งทางประวัติศาสตร์คือ ในรัชสมัย เจ้าแก้วเนาวรัตน์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย พระองค์ได้โปรดให้นาฏศิลป์คุ้มหลวงนำท่วงท่าการเต้นรำรอบกองไฟในเทศกาลกินวอ (ปีใหม่) ของ ชาวมูเซอ (ลาหู่) ที่ใช้ปลายเท้าเขย่งหมุนตัวเป็นวงกลม มาดัดแปลงผสมผสานเข้ากับฟ้อนเล็บและฟ้อนเทียนของชาวเมือง สะท้อนให้เห็นว่า นาฏศิลป์ล้านนามิใช่สิ่งหยุดนิ่ง หากแต่เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่เปิดรับและถักทอจิตวิญญาณของชนทุกเผ่าพันธุ์—ตั้งแต่คนหาญบนสมรภูมิ ชนเผ่าบนดอยสูง จนถึงราชสำนักคุ้มหลวง—ให้กลายเป็นมรดกแผ่นดินอันเป็นอมตะ