บทที่ ๑: คณะธรรมยุติกนิกายภาคเหนือ รอยทางพระมหาคำปิง มหากาพย์ขบวนรถไฟพระอุบาลีฯ และรุ่งอรุณแห่งสายพระป่าล้านนา
บทที่ ๑ คณะธรรมยุติกนิกายภาคเหนือ: ย้อนรอยมหาคำปิง พระธรรมยุตชาวลื้อรูปแรก ขบวนรถไฟประวัติศาสตร์ ๒๘ ชม. ของพระอุบาลีฯ และรอยธุดงค์หลวงปู่มั่น
มูลรากประวัติศาสตร์จากเอกสาร ๓ สาย
การสืบสาวประวัติความเป็นมาของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายในดินแดนภาคเหนือ พระวินัยโกศล (ต่อมาคือ พระพุทธพจนวราภรณ์ / จันทร์ กุสโล) ได้ประมวลข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้น ๓ แหล่งสำคัญ ได้แก่: อัตตประวัติของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), คำบอกเล่าของนายเอื้อม อุปันโน (บุตรของพญามุนินทรเสนา หัวหน้าฝ่ายการศาสนาในคุ้มหลวงเชียงใหม่), และจดหมายเหตุเรื่องไปเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๑ ของพระมหาทอง (โมสิโต) ซึ่งเผยให้เห็นว่า ธรรมยุตมิได้เริ่มต้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่โดยฉับพลัน หากแต่มีจุดเริ่มต้นจากสามเณรสายเลือดไทลื้อรูปหนึ่ง
พระครูนพีสีพิศาลคุณ (คำปิง): ปฐมสงฆ์ธรรมยุตชาวล้านนาและปมปริศนาเชียงตุง
บุคคลสำคัญผู้เป็นสะพานเชื่อมธรรมยุตสู่ล้านนาคนแรก คือ ท่านเจ้าคุณนพีสีพิศาลคุณ (มหาคำปิง) ท่านเกิด ณ บ้านลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ชาติพันธุ์เดิมเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากนครเชียงตุง (รัฐฉาน) เกิดในคืนวันจันทร์เพ็ญ ๑๕ ค่ำ (ภาษาเหนือเรียกว่า วันเดือนเป็ง) บิดามารดาจึงตั้งชื่อว่า "คำปิง" ตามสำเนียงลื้อ ท่านมีสรีรลักษณะสง่างาม ศีรษะโหนกนูนดั่งรูปช้างอันบ่งบอกถึงภูมิปัญญา บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดศรีมุงเมือง แล้วติดตามครูบามาเรียนหนังสืออยู่ที่วัดหัวข่วง ใกล้ประตูช้างเผือก
กาลต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เสด็จประพาสเชียงใหม่ ทอดพระเนตรเห็นกิริยาอันสำรวมของสามเณรคำปิงขณะบิณฑบาต จึงชวนลงไปกรุงเทพฯ นำไปถวายตัวเป็นศิษย์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนกระทั่งอุปสมบทและสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ได้รับแต่งตั้งเป็น "พระครูนพีสีพิศาลคุณ" แล้วส่งตัวกลับมาจำพรรษา ณ วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
เกียรติคุณของท่านปรากฏชัดเมื่ออินต๊ะค่อ อุบาสกชาวพม่าผู้เรืองปัญญาด้านปรมัตถธรรมจากถ้ำเชียงดาว ผู้ซึ่งตระเวนถามปัญหาธรรมจนไม่มีพระสงฆ์เชียงใหม่รูปใดตอบได้ ได้เดินทางมาสนทนาธรรมกับพระครูนพีสีฯ อินต๊ะค่อถึงกับก้มกราบแทบเท้าด้วยความเลื่อมใส ปวารณาตนเป็นศิษย์และชักชวนเจ้านายคุ้มหลวงมาฟังเทศน์ จนพระครูนพีสีฯ ได้รับอาราธนาให้ย้ายไปครองวัดหอธรรม (ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นวัดแยกต่างหากจากเจดีย์หลวง) ท่านได้ส่งกุลบุตรล้านนา เช่น สามเณรมื่น (ต่อมาคือ พระมหามื่น วุฑฺฒิญาโณ นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง) ไปเรียนบาลี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร
ต่อมา พ่อเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ และแม่เจ้าทิพยเนตร เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ถึงขั้นสร้างกุฏิถวายและอาราธนาท่านไปครองวัดเชียงมั่น พร้อมประกาศอาญาสิทธิ์ว่า "หากผู้ใดนินทาว่าร้ายพระครูนพีสีฯ จะลงโทษโบยตี" และผลักดันจนได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ทว่าเมื่อพ่อเจ้าอินทวโรรสฯ ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ลาภสักการะและอำนาจของท่านก็เสื่อมถอยลง ท่านจึงตัดสินใจจาริกไปยังนครเชียงตุง และได้ลาสิกขาไปมีครอบครัว โดยสมรสกับเจ้าหญิงแห่งเชียงตุง ได้รับแต่งตั้งเป็น "เจ้าฟ้ามยุรา" ครองเมืองเลน แต่ในบั้นปลายชีวิตกลับต้องเผชิญชะตากรรมถูกประหารชีวิต ณ บ้านฮ่องลึก ด้วยข้อกล่าวหาทางการเมืองเรื่องคิดก่อกบฏ
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ และมหากาพย์รถไฟประวัติศาสตร์ (พ.ศ. ๒๔๗๑)
หลังจากยุคพระมหาคำปิง วัดหอธรรมได้รับการดูแลโดยพระสมุห์ปั๋นและพระมหามื่น คณะธรรมยุตเริ่มหยั่งรากมั่นคงอย่างเป็นทางการเมื่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ได้รับอาราธนาจากพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ และเจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เคยขึ้นมาเชียงใหม่แล้ว ๒ ครั้ง (ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๕๒–๒๔๕๗ ทางเรือ, ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๖๕ เมื่อถูกถอดสมณศักดิ์จากกรณีหนังสือธรรมวิจยานุศาสน์ ขัดต่อนโยบายรัฐบาล ร.๖ ท่านจึงออกธุดงค์ไปเชียงตุงและเมืองยอง) และในการขึ้นมาพักผ่อนบนดอยสุเทพในฤดูร้อน พ.ศ. ๒๔๗๐ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐและแม่เจ้าจามรีได้ฟังเทศน์จนเกิดศรัทธาแรงกล้า จึงทำหนังสือกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ขอพระบรมราชานุญาตจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ อาราธนาท่านมาครองวัดเจดีย์หลวงเป็นการถาวร
ขบวนรถไฟประวัติศาสตร์ออกเดินทางจากสถานีกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เวลา ๑๖.๐๐ น. คณะของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ประกอบด้วยพระภิกษุสามเณร ๓๕ รูป (รวมทั้งพระเปรียญเอก ๓ รูป: พระมหาทอง, พระมหาผิว, พระมหาผล) และอุบาสกอุบาสิกา ๕๐ คน โดยเหมารถไฟตู้พิเศษ ๑ ตู้ เป็นเงิน ๙๕๐ บาท ค่าระวางของ ๗๘ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๐๖๒ บาทเศษ ขบวนรถไฟแล่นผ่านอยุธยา ลพบุรี พิษณุโลก ลำปาง ลอดอุโมงค์ถ้ำขุนตาน ใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง ๒๘ ชั่วโมงเต็ม จนกระทั่งถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ในวันจันทร์ที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เวลา ๑๘.๐๐ น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติที่สุดจากเจ้าแก้วนวรัฐและมหาชนชาวพายัพ
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และการแผ่ขยายมณฑลธรรม
ทันทีที่ถึงเชียงใหม่ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้สถาปนาสำนักเรียนบาลีและบูรณะเสนาสนะวัดเจดีย์หลวงครั้งใหญ่ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นั้นเอง ท่านได้ส่งพระมหาทองคำพร้อมพระสงฆ์อีก ๗ รูปออกไปเผยแผ่พระศาสนา ณ นครเชียงตุง
ในฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มหาบูรพาจารย์สายพระป่า ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงสืบต่อในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ทว่าท่านครองวัดเพียง ๑ พรรษา ก็ออกจาริกธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรในเชียงใหม่และเชียงรายยาวนานถึง ๑๑ ปี (พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๔๘๒) ก่อกำเนิดสำนักสงฆ์และวัดป่ากรรมฐานกระจายอยู่ทั่วทุกอำเภอ เป็นรากฐานอันมั่นคงให้คณะสงฆ์ธรรมยุตใน ๘ จังหวัดภาคเหนือเจริญรุ่งเรืองอย่างไพศาลจวบจนปัจจุบัน
