บทที่ ๒: ปฐมเหตุสร้างวิหารบูรพาจารย์ บุษบกทองคำบรรจุทันตธาตุ และรอยธรรม "กุฏิทัณฑเขต"
บทที่ ๒ ปฐมเหตุสร้างวิหารบูรพาจารย์: จุดประกายจากหนองผือ สู่การประดิษฐานอัฐิธาตุ-ทันตธาตุหลวงปู่มั่น และรอยธรรมกุฏิทัณฑเขต
ประกายศรัทธาจากหนองผือ สู่รอยอดีตที่วัดเจดีย์หลวง
ในห้วงออกพรรษาเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะศิษยานุศิษย์ชาวเชียงใหม่ของหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เดินทางไปกราบสักการะอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ขณะที่ก้มกราบอยู่นั้น ได้บังเกิดพลังปีติอันลึกซึ้งและฉุกคิดขึ้นมาว่า แท้จริงแล้ว ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เมืองเชียงใหม่ ก็มี "อัฐิธาตุและฟันกราม (ทันตธาตุ)" ของหลวงปู่มั่นประดิษฐานอยู่เช่นกัน ซึ่งตกทอดมาแต่ครั้งที่พระปลัดเกตุ วณฺณโก (สัทธิวิหาริกรูปเดียวที่หลวงปู่มั่นบวชให้) ได้รับมอบมาจากงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และเก็บรักษาไว้เงียบๆ ณ กุฏิจงจิตร ๑
คณะศิษย์จึงเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะอัญเชิญอัฐิธาตุอันล้ำค่านี้ออกมาประดิษฐานไว้ในบุษบกทองคำ ณ วิหารอันสง่างาม เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวเหนือได้กราบไหว้เป็นสิริมงคลเฉกเช่นที่สกลนคร เมื่อกลับถึงเชียงใหม่ จึงได้กราบเรียนปรึกษาพระเดชพระคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง ซึ่งท่านได้เห็นชอบและอนุโมทนาอย่างยิ่ง พร้อมทั้งมอบหมายให้พระครูปลัดสุวัฒนวรคุณ แห่งวัดป่าดาราภิรมย์ พระเถระผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมล้านนา เป็นผู้ออกแบบผังวิหาร
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕: วันมหามงคลแห่งการชุมนุมแม่ทัพธรรม
ในวันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๐๙.๐๙ น. หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเดินทางมาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้าง "วิหารบูรพาจารย์" (วิหารหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) ณ ลานดินทิศตะวันตกขององค์พระธาตุเจดีย์หลวง วิหารแห่งนี้จำลองแบบพุทธศิลป์มาจากวิหารวัดต้นเกว๋น (อำเภอหางดง) มีขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร โดยได้รับแรงศรัทธาหลักจากคุณฐาวรา หวั่งหลี บริจาคทุนทรัพย์ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมสมทบอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท (รวมงบประมาณ ๖ ล้านบาท)
ครั้นถึงเวลา ๑๖.๐๐ น. ของวันเดียวกัน ได้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้ในสังฆมณฑล เมื่อพระมหาเถระศิษย์เอกสายพระป่ากรรมฐานรูปสำคัญถึง ๑๒ รูป (อาทิ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ, หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร, หลวงปู่ท่อน ญาณธโร, หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ, หลวงปู่เพียร วิริโย, หลวงปู่ฟัก สนฺติธมฺโม และพระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก) ได้เดินทางมาร่วมชุมนุมพร้อมเพรียงกัน ณ ลานประทักษิณทิศตะวันออก เพื่อประกอบพิธีอัญเชิญอัฐิธาตุและฟันกรามของหลวงปู่มั่น ขึ้นประดิษฐานสู่ "บุษบกไม้สักแกะสลักลงรักปิดทอง" ศิลปะล้านนาชั้นครู ขนาดฐานกว้าง ๑.๒๔ เมตร สูงตระหง่าน ๔.๘๐ เมตร (มูลค่า ๒๕๐,๐๐๐ บาท) ท่ามกลางคลื่นมหาชนที่หลั่งน้ำตาด้วยความปีติ
รอยอดีต "กุฏิทัณฑเขต": จุดกำเนิดแห่งสถานที่ตั้งวิหาร
สถานที่ก่อสร้างวิหารบูรพาจารย์ในปัจจุบัน มิใช่พื้นที่ที่ถูกเลือกโดยบังเอิญ หากแต่เป็นตำแหน่งทางประวัติศาสตร์ที่มีความหมายยิ่ง กล่าวคือ ในอดีตบริเวณใต้ร่มเงาต้นยางหลวงทิศตะวันตกของพระเจดีย์หลวง เคยเป็นที่ตั้งของ "กุฏิทัณฑเขต"
กุฏิทัณฑเขตเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวยกพื้นมุงสังกะสี มี ๒ ห้องนอน สร้างขึ้นโดยพระทัณฑเขตประชานุการ ผู้คุมเรือนจำจังหวัดเชียงใหม่ในอดีต เพื่อถวายแด่คณะสงฆ์สายพระป่า กุฏิหลังนี้เองคือสถานที่ซึ่งพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เคยพำนักจำพรรษาจริงเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และยังเป็นที่พักบำเพ็ญภาวนาในวัยหนุ่มของพระอริยสงฆ์ชื่อดังอีกหลายรูป เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และหลวงปู่สิม พุทธาจาโร
แม้ในกาลต่อมากุฏิทัณฑเขตจะชำรุดผุพังไปตามกาลเวลาจนต้องรื้อถอนออกไป ทว่าการสร้าง "วิหารบูรพาจารย์" ขึ้นทับซ้อน ณ ตำแหน่งเดิมนี้ จึงเปรียบเสมือนการฟื้นคืนชีพแห่งรอยเท้าครูบาอาจารย์ ให้กลายเป็นมหานุสรณ์สถานแห่งสายพระป่ากรรมฐานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดใจกลางเมืองเชียงใหม่
