บทที่ ๙: ปฏิปทาบูรพาจารย์ล้านนา วาระจิตครูบาศรีวิชัยพบพระอุบาลีฯ คำพยากรณ์พระโพธิสัตว์ของหลวงปู่มั่น และมรดกพระพุทธพจนวราภรณ์
บทที่ ๙ ปฏิปทาบูรพาจารย์: วาระจิตครูบาศรีวิชัยพบพระอุบาลีฯ คำพยากรณ์พระโพธิสัตว์ของหลวงปู่มั่น สัจจะแม่น้ำปิง และชีวประวัติพระพุทธพจนวราภรณ์
พระพุทธพจนวราภรณ์: จากเด็กกำพร้าป่าซาง สู่อัครปราชญ์ ๖ ดุษฎีบัณฑิต
พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล / นามเดิม: จันทร์ แสงทอง) ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๐ ณ บ้านท่ากอลิ้ว อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เมื่ออายุได้เพียง ๘ เดือน บิดาได้ถึงแก่กรรมจากโรคกาฬโรคระบาด มารดาจึงต้องพาครอบครัวอพยพมาเผชิญชีวิตยากแค้นในเมืองลำพูน
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ขณะเด็กชายจันทร์กำลังฟันไม้ไผ่ทำรั้ววัดอยู่นั้น ได้มีโอกาสติดตามญาติมาฝากตัวเป็นศิษย์วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มเรียนหนังสือภาษาไทยที่โรงเรียนพุทธิโสภณ จนกระทั่งในเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระครูสังฆรักษ์แหวว (พระพุทธิโสภณ) ได้จัดให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี โดยมี พระครูนพีสีพิศาลคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งในวันบรรพชานั้น เป็นวันมหามงคลประวัติศาสตร์ที่ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดเจดีย์หลวง พอดี (ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์เพียง ๑ ปี)
ต่อมาในวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระญาณดิลก (พิมพ์ ธมฺมธโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ แม้จะมีวุฒิการศึกษาทางโลกเพียงชั้นประถม ทว่าด้วยความเพียรอันเอกอุ ท่านได้ศึกษาด้วยตนเองจนสำเร็จเปรียญธรรม ๕ ประโยค อุทิศชีวิตพัฒนาการศึกษาและการสังคมสงเคราะห์ ก่อตั้งโรงเรียนเมตตาศึกษาและมหาวิทยาลัยสงฆ์ จนได้รับการยอมรับจากวงวิชาการระดับสากล ได้รับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถึง ๖ สถาบัน (รวมถึง มช., นิด้า, ม.แม่โจ้, และ มมร.) และได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็น รองสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นหิรัญบัฏ ที่ "พระพุทธพจนวราภรณ์"
วาระจิตสองมหาเถระ: ครูบาศรีวิชัยพบพระอุบาลีคุณูปมาจารย์
ในทศวรรษ ๒๔๗๐ เชียงใหม่ปรากฏพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ ๒ รูป ผู้เป็นประดุจเสาหลักแห่งจิตวิญญาณ รูปหนึ่งคือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองและการศึกษาจากกรุงเทพฯ ซึ่งพำนัก ณ วัดเจดีย์หลวง และอีกรูปหนึ่งคือ ครูบาศรีวิชัย "ตนบุญแห่งล้านนาไทย" พระมหาเถระผู้บริสุทธิ์ผู้พำนักบูรณะวัดพระสิงห์
พระมงคลวุฒาจารย์ (ดวงจันทร์ กนฺตสีโล) ซึ่งในเวลานั้นเป็นสามเณรอุปัฏฐากใกล้ชิด ได้บันทึกเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ไว้ว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ มีความตั้งใจจะเดินทางไปกราบเยี่ยมครูบาศรีวิชัย ณ วัดพระสิงห์ ถึง ๒ ครั้ง ทว่า ครูบาศรีวิชัยกลับล่วงรู้ด้วย "วาระจิต" ทุกครั้ง และชิงเดินทางมากราบคารวะท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ถึงวัดเจดีย์หลวงก่อนเสมอ!
ทุกครั้งที่มา ครูบาศรีวิชัยจะให้ศิษยานุศิษย์ขนข้าวสาร อาหารแห้ง ฟัก แฟง แตงกวา พืชผลทางการเกษตรที่ชาวบ้านนำมาถวาย นำมามอบให้โรงครัววัดเจดีย์หลวง เพื่อช่วยอุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรนับร้อยรูปที่กำลังศึกษาเล่าเรียน เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ปฏิสันถาร ครูบาศรีวิชัยจะกราบลงแทบเท้าอย่างนอบน้อมและกล่าวด้วย "อปจายนธรรม" อันลึกซึ้งว่า: "ครูบาเจ้า ท่านเจ้าเป็นพระผู้ใหญ่ หาควรไปหาข้าพเจ้าผู้น้อยไม่ จะเป็นบาปแก่ข้าพเจ้าเปล่าๆ"
คำทำนายของหลวงปู่มั่น: "พระศรีวิชัยคือพระโพธิสัตว์"
ความเลื่อมใสของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ที่มีต่อครูบาศรีวิชัย ทวีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อท่านได้หยิบยกข้อสงสัยเรื่องภูมิธรรมของตนบุญแห่งล้านนา ไปไต่ถามสนทนากับ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระปรมาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาช่วยงานอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง
พระอาจารย์มั่น ผู้มีญาณทัศนะอันหมดจด ได้กราบเรียนไขความจริงแก่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ อย่างหนักแน่นชัดเจนว่า: "พระศรีวิชัยองค์นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพระโพธิญาณ ขณะนี้กำลังบำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีธรรมอยู่ ซึ่งจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกนาน จนกว่าการสั่งสมบารมีธรรมจะบริบูรณ์"
คำพยากรณ์ของหลวงปู่มั่นนี้ ได้กลายเป็นหลักฐานธรรมศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สงฆ์ไทย ที่ยืนยันว่าเหตุใดครูบาศรีวิชัยจึงเปี่ยมด้วยมหาบารมี สามารถรวบรวมพลังศรัทธาของมหาชนสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ๑๑.๕ กิโลเมตร ได้สำเร็จภายใน ๕ เดือน ๒๒ วัน โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของแผ่นดิน
สัจจะวาจาแห่งแม่น้ำปิง และความเที่ยงธรรมแห่งธรรมวินัย
ทว่าชีวิตของพระสุปฏิปันโนทั้งสองรูปกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและอคติทางโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:
- ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์ครั้งร้ายแรงที่สุด กล่าวหาว่าซ่องสุมผู้คนตัดไม้ทำลายป่าสร้างทางดอยสุเทพ และบวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้ง ถูกควบคุมตัวไปไต่สวน ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ นานถึง ๖ เดือน ๑๗ วัน จนกระทั่งพ้นข้อกล่าวหา ในคราวนั้น หลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) อดีต ส.ส. เชียงใหม่ ได้เข้าเยี่ยมและกราบอาราธนาให้ท่านกลับมาโปรดชาวเชียงใหม่ แต่ครูบาศรีวิชัยได้เปล่งสัจจะวาจาอันเด็ดเดี่ยวสะเทือนใจว่า: "ตราบใดสายน้ำในแม่น้ำปิงไม่ไหลย้อนกลับขึ้นเหนือ จะไม่ขอเหยียบแผ่นดินเมืองเชียงใหม่อีก" ท่านรักษาสัจจะวาจานี้จนกระทั่งมรณภาพ ณ วัดบ้านปาง แม้ชาวเชียงใหม่จะจัดขบวนรถไปรับมารักษาพยาบาล ท่านก็ปฏิเสธที่จะเข้าสู่เขตเมืองเชียงใหม่อย่างเด็ดเดี่ยว
- เช่นเดียวกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพโมลี ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้เขียนหนังสือ "ธรรมวิจยานุศาสน์" เตือนสติเรื่องโทษภัยของสงครามและการสร้างอาวุธเข่นฆ่ากัน ซึ่งขัดต่อนโยบายรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทำให้ท่านถูกถอดถอนสมณศักดิ์และกักบริเวณ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทว่าท่านกลับยอมรับความผันผวนของโลกธรรมแปดด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว และมุ่งมั่นปฏิบัติสมณธรรมตราบจนวาระสุดท้าย