บทที่ ๖: ทำบุญวันเกิดและวันตาย จารีตแห่งชีวิต มรณานุสติ และพิธีสูตรถอนวิญญาณ
ค้นพบมรณศาสตร์ล้านนาโบราณ ทำบุญวันเกิดสืบชาตา กำเนิดอายุวัฒนกุมาร พิธีสูตรถอนวิญญาณตายโหงด้วยตุงแดง และคติหลับลวด
วิวัฒนาการการทำบุญวันเกิดและพุทธกำเนิดแห่งการต่ออายุ
ในสังคมล้านนาโบราณเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ชาวบ้านไม่มีธรรมเนียมฉลองวันเกิดเป็นรายปี หากแต่นิยมจัดพิธีทำบุญเฉพาะเมื่อครบรอบอายุครั้งสำคัญ เช่น เบญจเพส (๒๕ ปี) หรือเมื่อมีอายุครบรอบนักษัตร ๓ รอบ (๓๖ ปี), ๔ รอบ (๔๘ ปี), ๕ รอบ (๖๐ ปี) หรือ ๖ รอบ (๗๒ ปี) ผ่านการทำบุญตักบาตร สดับพระธรรมเทศนา และการปล่อยชีวิตสัตว์ เช่น ปล่อยเต่า (เพื่อความอายุยืน) หรือปล่อยปลาไหล (ภาษาถิ่นเรียก ปลาแหน เพื่อให้ชีวิตลื่นไหลพ้นอุปสรรค)
คติการทำบุญวันเกิดสืบย้อนไปถึงสมัยพุทธกาล จากเรื่องราวของพราหมณ์สองสามีภรรยาที่พาทารกไปกราบพราหมณ์ดาบสในป่า ดาบสได้ให้พรแก่บิดามารดาแต่กลับนิ่งเฉยต่อทารก เพราะล่วงรู้ด้วยญาณว่าเด็กจะสิ้นอายุขัยภายใน ๗ วัน ดาบสจึงแนะนำให้ไปพึ่งพระบรมศาสดา พระพุทธองค์โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ไปสวดพระปริตรคุ้มครองทารกตลอด ๗ วัน จนถึงวันที่เจ็ด พระพุทธองค์เสด็จไปด้วยพระองค์เอง ยักษ์ที่ได้รับอนุญาตให้มาเอาชีวิตทารกจึงไม่อาจเข้าใกล้ได้ ทารกนั้นรอดพ้นจากความตายและมีอายุยืนยาวถึง ๑๒๐ ปี (ได้รับขนานนามว่า อายุวัฒนกุมาร) จึงกลายเป็นต้นเค้าแห่งการสวดพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันเกิด
ผู้เขียนได้เปรียบเทียบเชิงวิพากษ์ว่า ในยุคปัจจุบันค่านิยมได้เปลี่ยนจากการสร้างกุศลไปสู่ "การกินเลี้ยงวันเกิด" ที่เต็มไปด้วยสุรายาเมา อันเป็นบ่อเกิดของอุบัติเหตุและความตายบนท้องถนน ซึ่งเป็นการแปรเปลี่ยนวันแห่งการเฉลิมฉลองชีวิตให้กลายเป็นวันแห่งความสูญเสีย
มรณศาสตร์ล้านนา การตายโหง และพิธีสูตรถอนด้วย "ตุงแดง"
"เรารู้วันเกิดได้ แต่ไม่มีใครรู้วันตาย" คติล้านนาจำแนกความตายออกเป็นสองลักษณะ คือ การตายธรรมดา (ตายตามอายุขัยหรือเจ็บป่วย) ซึ่งดวงวิญญาณพร้อมที่จะรับกุศลผลบุญ และการตายผิดธรรมชาติ หรือ "ตายโหง" (ตายบ่ดี) เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกยิง ถูกแทง หรือฟ้าผ่า
ในการตายโหง โดยเฉพาะกรณีที่ร่างกายแหลกเหลว อวัยวะฉีกขาด ดวงวิญญาณจะเกิดอาการช็อก ไม่รู้ว่าตนเองตายแล้ว และไม่สามารถจดจำร่างเดิมได้ ทำให้เกิดภาวะ "จิตตก" คือดวงวิญญาณจะถูกกักขังและวนเวียนอยู่ ณ จุดที่เสียชีวิต ไม่สามารถเดินทางไปสู่สุคติภูมิได้ ชาวล้านนาจึงมีพิธีกรรมเฉพาะที่เรียกว่า "พิธีสูตรถอน":
- นิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูปไปยังจุดเกิดเหตุ
- ก่อกองทรายเป็นเจดีย์ และปัก "ตุงแดง" (ธงสามเหลี่ยมหรือหางยาวสีแดง) ไว้บนกองทราย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงเขตอาถรรพ์และจุดสิ้นชีพ
- พระสงฆ์สวดบทสูตรถอน เพื่อตัดกระแสความผูกพันและถอนดวงวิญญาณที่ตกค้างให้หลุดพ้นจากสถานที่นั้น
หากไม่ประกอบพิธีสูตรถอน ดวงวิญญาณจะสถิตอยู่ ณ จุดนั้นจนทวีความเฮี้ยน และมักดลบันดาลให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากเพื่อหา "ตัวตายตัวแทน" มาปลดปล่อยตน
นอกจากนี้ ในกรณีของการนอนหลับแล้วเสียชีวิตไปเฉยๆ โดยไม่มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าอาการหัวใจวายหรือไหลตาย ชาวล้านนาเรียกลักษณะนี้ว่า "หลับลวด" (หลับยาวไปเลย) ถือเป็นการจากไปที่สงบและไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคาพยาธิ ทั้งหมดนี้คือเครื่องเตือนสติมิให้มนุษย์ประมาทในวัยและชีวิต ควรรีบเร่งสร้างสมบุญทาน ศีล และภาวนาขณะที่ยังมีลมหายใจ