บทที่ ๙: เข้าอินทขีล: ปาฏิหาริย์เสาหลักเมืองสวรรค์ อ่างขางยักษ์ ๑๐๑ ภาษา และจิตวิญญาณ ๙ ตระกูลลัวะ
เจาะลึกประเพณีเข้าอินทขีล ตำนานเสาหลักเมืองเชียงใหม่ อ่างขางยักษ์ ๑๐๑ ภาษาใต้พิภพ การฟ้อนหอกดาบ และปาฏิหาริย์ ๙ ตระกูลลัวะ
ภูมิประวัติแห่งเสาอินทขีล: จากวัดสะดือเมืองสู่วัดเจดีย์หลวง
คำว่า "อินทขีล" (หรือ อินทขิล) ตามพจนานุกรมหมายถึง เสาเขื่อน เสาหลักเมือง หรือเสาหลักหน้าประตูเมือง ในมิติประวัติศาสตร์ล้านนา เสาอินทขีลสร้างด้วยอิฐถือปูน เริ่มสถาปนาขึ้นในรัชสมัย พระเจ้าแสนเมืองมา (กษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย ราว พ.ศ. ๑๙๕๔) เดิมประดิษฐานอยู่ใจกลางเวียง ณ วัดสะดือเมือง (หรือวัดอินทขีล ข้างศาลากลางเก่า)
จนกระทั่งในยุคฟื้นฟูบ้านเมืองหลังขับไล่พม่า พระเจ้ากาวิละ ได้โปรดให้อัญเชิญเสาอินทขีลมาประดิษฐาน ณ มณฑปจตุรมุขทิศใต้ ภายใน วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๓ พร้อมทั้งสร้างรูปปั้นยักษ์กุมภัณฑ์ ๒ ตนและรูปปั้นพระฤาษีไว้คอยปกปักอภิบาล โดยถือเป็นศูนย์รวมดวงวิญญาณของบ้านเมืองและบรรพชน
เทศกาลบูชาเสาอินทขีล หรือ "ประเพณีเข้าอินทขีล" จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในห้วงรอยต่อระหว่างปลายเดือนแปดถึงต้นเดือนเก้าเหนือ เรียกว่า "เดือน ๘ เข้า เดือน ๙ ออก" (ปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน) ชาวเมืองจะหลั่งไหลนำดอกไม้ ธูปเทียน และน้ำส้มป่อยมาสรงกราบไหว้อย่างล้นหลาม เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง
นาฏการบูชา: ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ และม้าขี่ร่างทรง
ในอดีต พิธีเข้าอินทขีลเต็มไปด้วยความขลังและจิตวิญญาณแห่งการปกป้องเมือง:
- มีการแสดง "ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ" และขับซอถวายตลอดทั้งวัน โดยมีกฎจารีตโบราณว่า ช่างซอทุกคนในเมืองเชียงใหม่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด จะต้องเดินทางมาผลัดเปลี่ยนกันขับซอถวาย หากช่างซอคนใดปฏิเสธ จะถูกสังคมคว่ำบาตรและไม่มีใครจ้างไปขับซอตลอดชีวิต
- ก่อนเริ่มงาน ข้าราชบริพารจะนำเข่งใหญ่ไปขอเรี่ยไรผักปลาอาหารจากชาวบ้านในตลาด ซึ่งพ่อค้าแม่ขายจะบริจาคให้ด้วยความยินดียิ่ง เพื่อนำไปปรุงเป็นเครื่องสังเวยบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ พระเสื้อบ้านเสื้อเมือง และกุมภัณฑ์ผู้เฝ้าเสา ส่วนที่เหลือนำไปเลี้ยงดูผู้มาร่วมงาน
- มีพิธีทรงเจ้าเข้าผี อัญเชิญ "อารักษ์เจ้าหลวงคำเขียว" และ "เจ้าหลวงคำแดง" มาประทับทรงใน "ม้าขี่" (คนทรง) เพื่อให้เจ้าผู้ครองนครซักถามถึงชะตาบ้านเมือง ความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลา และภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น หากพบว่าดวงเมืองไม่ดี ก็จะจัดพิธีสืบชาตาเมืองแก้ไข และที่สำคัญคือต้องทำพิธี เลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ ที่เชิงดอยคำก่อน จึงจะเปิดพิธีเข้าอินทขีลได้
ปรัมปราวิทยา: กำเนิดนพบุรีและอ่างขาง ๑๐๑ ภาษาใต้พิภพ
ความอัศจรรย์ของเสาอินทขีลบันทึกไว้อย่างวิจิตรใน ตำนานสุวรรณคำแดง (แปลโดย พระมหาหมื่น วัดเจดีย์หลวง):
- ชนเผ่าลัวะ ๙ ตระกูลและบ่อสมบัติทิพย์: เดิมดินแดนเชียงใหม่เป็นที่อยู่ของชนเผ่า "ลัวะ (ละว้า)" ซึ่งถูกผีร้ายรบกวน ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงแนะนำให้ชาวลัวะรักษาศีลห้าและสัจจะวาจา แล้วดลบันดาลให้เกิด บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว เกิดเป็นเมืองอันอุดมสมบูรณ์ โดยแบ่งชาวลัวะออกเป็น ๙ ตระกูลใหญ่ (คล้ายระบบแซ่ของจีน) คอยเฝ้ารักษา จึงได้ชื่อว่า "เมืองนพบุรี" (นพ = เก้า) และได้สร้างเวียงสวนดอกขึ้น
- เสาอินทขีลเล่มกลางจากสวรรค์: เมื่อหัวเมืองต่างๆ ยกทัพมาแย่งชิงบ่อสมบัติ พระอินทร์จึงสั่งให้ ยักษ์กุมภัณฑ์ ๒ ตน หามเสาอินทขีลเล่มกลางจากสวรรค์ ใส่สาแหรกเหล็กลงมาฝังไว้ที่เมืองนพบุรี อิทธิฤทธิ์ของเสาบันดาลให้กองทัพข้าศึกกลายสภาพเป็นพ่อค้าที่เข้ามาขอโชคลาภอย่างสันติ
- ยักษ์ทวงเสาคืนและวิกฤตบ้านเมือง: นานวันเข้า พ่อค้าและผู้คนเกิดความโลภ ละเมิดสัจจะ หยิบฉวยสมบัติโดยไม่บูชา มิหนำซ้ำยังทิ้งขยะสิ่งปฏิกูลรอบเสาและไม่เซ่นสรวงยักษ์กุมภัณฑ์ ยักษ์ทั้งสองโกรธจัดจึงหามเสาอินทขีลกลับคืนสู่สวรรค์ ส่งผลให้บ่อเงินบ่อทองอันตรธานไปทันที เฒ่าลัวะผู้หนึ่งเสียใจจนละทิ้งเรือนไปบวชเป็นชีปะขาวใต้ต้นยางนานถึง ๒ ปี จนกระทั่งมีพระมหาเถระจากป่าหิมพานต์มาทำนายว่าเมืองจะถึงกาลวิบัติ
- การหล่อ "อ่างขาง" ค้ำยันพระนคร: พระอินทร์ได้แนะอุบายรอดพ้นภัยว่า ให้ชาวเมืองหล่อ "อ่างขาง" (กระทะเหล็กยักษ์) หนา ๘ นิ้ว กว้าง ๘ ศอก ลึก ๘ ศอก ขุดหลุมลึก ๘ ศอก แล้วปั้นหุ่นสัตว์ทุกชนิดบนโลกอย่างละคู่ หุ่นมนุษย์ ๑๐๑ ภาษา ช้างคู่ ม้าคู่ ใส่ลงในกระทะ นำไปฝังกลบ แล้วก่อเสาอินทขีลจำลองขึ้นเบื้องบน ปฏิบัติตามจารีตเสมือนเสาจริง เมืองจึงพ้นภัยพิบัติ
ความศักดิ์สิทธิ์ของมณฑลพิธีนี้เป็นที่เล่าขานสืบมา ในอดีตมีเจ๊กขายก๋วยเตี๋ยวไปปัสสาวะรดโคนต้นยางใกล้เสาอินทขีล ปรากฏว่าถูกฝูงผึ้งรุมต่อยจนปางตาย และในยุคต่อมา ครูบาเถิ้ม (วัดแสนฝาง) เกจิอาจารย์ผู้เรืองอาคม เห็นว่ารูปปั้นยักษ์กุมภัณฑ์มีความ "เฮี้ยน" เกินไปจนหลอกหลอนผู้คน จึงได้ทำพิธีตัดเศียรยักษ์ออกแล้วต่อใหม่ เพื่อคลายความดุร้ายลง นับแต่นั้นมาบรรยากาศรอบเสาอินทขีลจึงสงบลง กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งความสามัคคีของชาวเชียงใหม่ตราบจนปัจจุบัน