บทที่ ๘: ซอเมือง: วรรณศิลป์มุขปาฐะ ปี่จุม–สะล้อ–ซึง มหากาพย์ ๙ ทำนอง และปฐมบทเสียงคร่ำครวญแห่งเวียงเจ็ดลิน
เจาะลึกศิลปะซอเมืองล้านนา กำเนิดจากเสียงร่ำไห้พระนางอุมพะกาย วงปี่จุมสะล้อซึง ๙ มหาทำนอง และตำนานค่าวซอโรงพิมพ์เจริญเมือง
ปฐมกำเนิดแห่งเสียงซอ: เสียงร่ำไห้ของพระนางอุมพะกาย
ใน ตำนานสุวรรณคำแดง ได้บันทึกถึงจุดกำเนิดอันลึกลับและเศร้าสลดของ "ซอเมือง" ไว้อย่างน่าอัศจรรย์: ก่อนที่พญามังรายจะทรงสร้างนครเชียงใหม่ บริเวณเชิงดอยสุเทพเคยเป็นที่ตั้งของ "เวียงเจ็ดลิน" (เมืองเสฏฐบุรี) ปกครองโดย พระยาแมนตาตอก พระองค์ได้ทรงกรีธาทัพทำสงครามขับเคี่ยวกับ "พวกผี" (ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชนเผ่าขอมหรือกล่อมดั้งเดิม) พระยาแมนตาตอกได้ไล่ติดตามข้าศึกจนถูกยิงด้วยศรพิษสิ้นพระชนม์ในป่าลึก เหล่าเสนาอำมาตย์จึงอัญเชิญพระศพกลับมาพักไว้นอกกำแพงเมือง
เมื่อ พระนางอุมพะกาย พระมเหสีทรงทราบข่าว ได้เสด็จมาทอดพระเนตรพระศพ ทรงโศกเศร้าโศกาดูรอย่างสุดซึ้ง และได้ทรงร่ำไห้คร่ำครวญเป็นท่วงทำนองขับลำนำว่า: "ผัวฮักอีแม่เฮย ผัวแปงอีแม่เฮย..." (โอ้... พระสวามีผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า) เสียงคร่ำครวญที่ทอดถอนสะอื้นไห้ของพระนางอุมพะกายในกาลนั้น ได้กลายเป็นแม่แบบทางเสียงและจังหวะของ "การซอ" ในยุคแรกเริ่ม ซึ่งเดิมทีถูกใช้เฉพาะในการขับกล่อมไว้อาลัยในงานศพ ("เฮือนเย็น") ก่อนจะค่อยๆ วิวัฒนาการมาสู่บทเพลงแห่งความรัก การเกี้ยวพาราสี และการละเล่นบันเทิงในงานมงคลของชาวล้านนา
โครงสร้างวงดนตรีและนาฏการโต้ตอบของ "ช่างซอ"
"ซอเมือง" มิใช่เพียงบทเพลง แต่เป็นเวทีประลองไหวพริบและภูมิปัญญาทางภาษาของ ช่างซอ (นักร้องคู่ชาย-หญิง) ซึ่งนั่งประจันหน้ากันบนเสื่อกกผืนใหญ่ใจกลางผาม (ปะรำพิธี) หรือบนเติ๋นเรือนไม้ โดยมีวงดนตรีล้านนาบรรเลงขับทวนอย่างไพเราะ:
- เครื่องเป่า: ใช้ "ปี่จุม" (ทำจากไม้รวกโบราณ) บรรเลงร่วมกันเป็นชุด เช่น ปี่จุมสาม หรือปี่จุมห้า ประกอบด้วย ปี่เค้า (เสียงทุ้มต่ำ), ปี่ก๋าง (เสียงกลาง) และปี่ก้อย (เสียงแหลมสูง)
- เครื่องสาย: บรรเลงคลอเคล้าด้วย "ซึง" พิณโปร่งสี่สายที่ดีดเป็นคู่ และ "สะล้อ" ซอสีสองสายหรือสามสายที่มีกะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าวตัดประกบด้วยไม้แผ่นบาง
- เครื่องจังหวะ: ใช้ฉิ่งและกลองสองหน้าขนาดเล็กคอยคุมจังหวะให้กระชับ
ช่างซอทั้งสองฝ่ายต้องมีปฏิภาณกวีอันเป็นเลิศ ขับร้องสัมผัสคล้องจองโต้ตอบกันแบบสดๆ เริ่มต้นด้วยบทเกี้ยวพาราสี แสดงความรัก จากนั้นจะสมมติตนเป็นสามีภรรยา เกิดการหยอกล้อ ตัดพ้อ ต่อว่าด่าทอกันอย่างเผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้ชมตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. จนถึงพลบค่ำ โดยจะปิดท้ายรายการด้วย "ซอเก็บนก" ซึ่งเป็นการพรรณนาถึงความงดงามของผืนป่า ทิวทัศน์ ธรรมชาติ และฝูงนกที่บินกลับรังยามอัสดง พร้อมกล่าวสดุดีขอบคุณเจ้าภาพผู้มีอุปการคุณ
คลังแห่งเสียง: ๙ มหาทำนองเอกแห่งแผ่นดินล้านนา
นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้จำแนกและบันทึกท่วงทำนองของซอเมืองที่สืบทอดกันมา ๙ รูปแบบหลัก:
- ซอเพลงอื่อ: เพลงขับกล่อมทารกที่มีเอกลักษณ์ตรงการทำเสียงฮัม "อื่อ... ฮัม..." ในลำคอ สอดแทรกคำสอนโบราณ
- ซอเพลงพม่า: ท่วงทำนองคึกคักที่รับอิทธิพลมาจากราชสำนักพม่า นิยมนำนิทานชาดก เช่น เรื่องนางบัวคำ มาขับขาน
- ทำนองเชียงใหม่: จังหวะกระฉับกระเฉงแต่เอื้อนเสียงยาวหวานล้ำท้ายประโยค เรียกว่าทำนองระบำน้ำตกตาด
- ทำนองเชียงแสน: ทำนองโบราณที่เนิบช้า ใช้เสียงแหลมสูงกังวาน มักขับขานบทกวีซ่อนปริศนาดอกไม้ เช่น ดอกต่ายเหิน (หมายถึงความห่างเหินของความรักที่ไร้เงินตรา)
- ทำนองจะปุ: ทำนองหลวงที่ทรงเกียรติ เนิบนาบ นุ่มนวล สง่างาม นิยมขับขานในคุ้มหลวงเพื่อต้อนรับพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น ในคราวรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) เสด็จประพาสเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๔๖๙
- ซอเพลงเงี้ยว (เซเลเมา): ทำนองรื่นเริงที่รับมาจากชาวไทใหญ่ (เงี้ยว)
- ซอเพลงค่าว (กะโลงเมือง): การนำบทกวีค่าวฮ่ำอันเลอเลิศของมหากวี เช่น พญาพรหมโวหาร มาขับร้อง ถือเป็นยอดแห่งวรรณศิลป์
- ซอเพลงพระลอ: ลำนำรักอมตะที่พรรณนาความรักอันมั่นคงระหว่างพระลอกับพระเพื่อนพระแพง ดัดแปลงถวายเจ้าดารารัศมี พระราชชายา
- ซอเพลงน้อยไจยา: ละครเพลงชิ้นเอกแห่งยุคสมัย รจนาโดย ท้าวสุนทร (บุญมา สุคนธกุล) อาลักษณ์ประจำราชสำนักเจ้าดารารัศมี ถ่ายทอดโศกนาฏกรรมความรักระหว่างหนุ่มน้อยไจยากับนางแว่นแก้ว
"เล่าค่าว" และโรงพิมพ์เจริญเมือง: การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสิ่งพิมพ์
นอกจากซอที่ใช้ดนตรีประกอบแล้ว ยังมีวัฒนธรรม "เล่าค่าว" คือการอ่านบทกวีค่าวซอเป็นทำนองเสนาะโดยไม่มีดนตรี มักใช้เล่าให้ลูกหลานฟังในยามค่ำ หรืออ่านกล่อมศพในงานเฮือนเย็น วรรณกรรมเหล่านี้เคยดำรงอยู่เพียงในคัมภีร์ใบลานและสมุดข่อยโบราณ จนกระทั่งเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๗๐ พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธุ์ เจ้าของ "โรงพิมพ์เจริญเมือง" (ถนนวังสิงห์คำ เชียงใหม่) ได้ริเริ่มนำวรรณกรรมค่าวซอมาจัดพิมพ์เป็นเล่มจำหน่ายเป็นครั้งแรก เช่น ค่าวหงส์หิน, เจ้าสุวัตรนางบัวคำ, ค่าวสี่บทของพญาพรหม ทำให้วรรณศิลป์ซอเมืองแพร่กระจายไปทั่วภาคเหนือ ลึกเข้าไปจนถึงอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี (ถิ่นชาวเชียงแสนอพยพ) ซึ่งยังคงรักษาการอู้คำเมืองและการขับซอไว้อย่างเหนียวแน่นตราบจนปัจจุบัน