บทนำและคำนิยมประวัติศาสตร์: มานุษยวิทยาล้านนา มรดกเสฐียรโกเศศ และรากเหง้าไท-ลัวะ
ศึกษาบทนำประวัติศาสตร์หนังสือ "ประเพณีไทยภาคเหนือ" ของสงวน โชติสุขรัตน์ คำนิยมเสฐียรโกเศศ และการหลอมรวมชาติพันธุ์ไท-ลัวะ
คำนิยมของ "เสฐียรโกเศศ": มานุษยวิทยาเพื่อการกอบกู้อัตลักษณ์
พระยาอนุมานราชธน หรือ "เสฐียรโกเศศ" ปราชญ์แห่งวงการมานุษยวิทยาไทย ได้เขียนคำนำเปิดทางให้แก่หนังสือเล่มนี้ด้วยสายตาอันแหลมคม โดยชี้ว่า ประเพณีมิใช่เรื่องงมงายหรือของเก่าไร้ค่า แต่คือ "กระจกสะท้อนความคิด จิตวิญญาณ และแบบแผนของมนุษย์ในสังคม" ประเพณีคือแกนกลางของวัฒนธรรมที่หล่อหลอมมนุษย์ให้กลายเป็นคนของชาตินั้นๆ
เสฐียรโกเศศได้เตือนสติว่า สังคมไทยในทศวรรษ ๒๕๐๐ กำลังก้าวเข้าสู่กระแสการพัฒนาสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว หากไม่มีผู้ลงมือรวบรวมประเพณีท้องถิ่นที่กำลังเสื่อมสลายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มรดกทางปัญญาเหล่านี้จะสูญหายไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ในขณะเดียวกัน ประเพณีย่อมไม่อาจหยุดนิ่ง สิ่งใดที่ไม่ดีหรือล้าสมัยย่อมถูกละเลิกไปเป็นธรรมดา และเพื่อมิให้ประเพณีตายลง จะต้องเปิดรับ "สิ่งใหม่" หรือองค์ความรู้สมัยใหม่เข้ามาเจือปนต่อยอด เพื่อต่อลมหายใจให้วัฒนธรรมดั้งเดิมสามารถยืนหยัดข้ามยุคสมัยได้อย่างทรงคุณค่า
วาทะพระธรรมราชานุวัตร: จิตวิญญาณและอักขรวิทยาพื้นเมือง
พระธรรมราชานุวัตร ประธานสภาธรรมวิจัยภาคพายัพ ได้สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างว่า แท้จริงแล้ว ประเพณีล้านนากับประเพณีสยามภาคกลางมี "แก่นและเป้าประสงค์" เดียวกัน เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง เทศน์มหาชาติ และการเรียกขวัญ ทว่ามีความผิดแผกในรายละเอียดเชิงพิธีกรรม ภาษา และกาละ
นอกจากนี้ ท่านได้บันทึกมติของคณะสงฆ์ภาคพายัพในการวางรากฐานการถอดอักษรและสำเนียงล้านนาสู่ภาษาไทยมาตรฐาน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ เช่น:
- คำว่า "สังขาร" ในสงกรานต์ล้านนา มาจากภาษาสันสกฤตว่า "สงฺกรานฺต" (สังขานต์) หมายถึง กาลเวลาที่ก้าวล่วงไป มิใช่สังขารร่างกายตามที่คนทั่วไปเข้าใจผิด
- คำว่า "ฟ้อนเจิง" คือ ลีลาศิลปะการร่ายรำเชิงต่อสู้และชั้นเชิง
- คำว่า "หม้อห้อม" ต้องใช้ ห นำ เพื่อสื่อถึงสีครามจากต้นห้อม มิใช่ "หม้อฮ่อม"
- คำว่า "เมี่ยง" (ชาหมักล้านนา) ในภาษาถิ่นเขียนเป็น "เหมี้ยง" แต่พึงรักษาการเขียนตามรากศัพท์
คำนำผู้เขียน: การผสานสายเลือดไทและคติผีบรรพชนลัวะ
นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้บันทึกเบื้องหลังการลงพื้นที่ภาคสนามอย่างสมบุกสมบัน โดยได้รับการสนับสนุนบัตรโดยสารรถไฟจาก พล.ต. แสง จุลจาริตต์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้สามารถเดินทางสำรวจประเพณีถึงหมู่บ้านห่างไกลทั่วภาคเหนือ
ในมิติด้านมานุษยวิทยาประวัติศาสตร์ ผู้เขียนได้เสนอข้อสังเกตสำคัญว่า: ชนชาติไทยวน (คนเมือง) มิได้ครอบครองดินแดนล้านนาอย่างโดดเดี่ยว ทว่าเมื่ออพยพลงมาจากตอนใต้ของจีน ได้เกิดการผสมผสานทางสายเลือดและวัฒนธรรมเข้ากับ "ชาวลัวะ (ละว้า)" ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินดั้งเดิม ก่อให้เกิดการประนีประนอมความเชื่อระหว่างผีบรรพชนไทและผีเจ้าที่ลัวะ เช่น ประเพณีการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะ ที่เชิงดอยสุเทพ ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพชนลัวะโดยตรง และยังคงประกอบพิธีสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
สงวนยืนยันว่า การบันทึกประเพณีเหล่านี้มิใช่เพื่อชักชวนให้ผู้คนยึดติดกับพิธีการที่ล่าช้า (เช่น พิธีปลูกเรือนโบราณที่ต้องตัดทอนลงเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตจริง) หากแต่เพื่อให้คนเมืองและผู้สนใจได้ตระหนักถึงรากเหง้าอันสง่างามและเปี่ยมด้วยภูมิปัญญาของบรรพชน