บทที่ ๑: ประเพณีตรุษสงกรานต์และดำหัว วัฏจักรปีใหม่เมือง คติวันเน่า และสุนทรียศาสตร์แห่งการขอขมา
เจาะลึกประเพณีตรุษสงกรานต์และดำหัวล้านนาโบราณ วันสังขารล่อง คติวันเน่า การก่อเจดีย์ทราย และศาสตร์แห่งการขอขมาสูมาคารวะ
วันสังขารล่อง: เสียงปืนขจัดเสนียดและการชำระล้างใหญ่
ในคติล้านนาโบราณ จุดเริ่มต้นของเทศกาลตรุษสงกรานต์หรือ "ปีใหม่เมือง" เริ่มขึ้นเมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ (ราววันที่ ๑๓ เมษายน) เรียกว่า "วันสังขารล่อง" คำว่าสังขารในที่นี้แผลงมาจากภาษาสันสกฤต สงฺกรานฺต อันหมายถึงการก้าวล่วงพ้นไปของกาลเวลา
ตั้งแต่ย่ำรุ่งของวันสังขารล่อง ทั่วทั้งคุ้มบ้านจะได้ยินเสียงยิงปืนและจุดประทัดดังกึกก้อง เพื่อเป็นอุบายขับไล่สิ่งอัปมงคล เสนียดจัญไร และโรคภัยไข้เจ็บของปีเก่าให้ลอยล่องมลายไป ชาวบ้านจะตื่นแต่เช้าตรู่มาปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือน ลานบ้าน (ข่วงบ้าน) และรวมขยะไปเผาไฟ ถือเป็น "วันสาธารณสุขชุมชน" โดยปริยาย หลังทำความสะอาดที่พักอาศัยแล้ว ผู้คนจะสระเกล้าดำหัวตนเอง และหนุ่มสาวจะพากันนำเสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้ามุ้ง ไปซักล้างร่วมกันตามแม่น้ำลำธารอย่างรื่นเริง ก่อนจะเริ่มเดินทางไป "แอ่วปีใหม่" ตามวัดและแหล่งธรรมชาติ
วันเน่า: รอยต่อแห่งกาลเวลา ข้อห้ามทางวาจา และการก่อเจดีย์ทราย
วันที่สองของเทศกาลเรียกว่า "วันเน่า" (วันเนาว์ หรือ วันปูติ) ถือเป็นวันรอยต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ โบราณจารย์มีข้อห้ามอันเคร่งครัดว่า ห้ามด่าทอ สาปแช่ง ทะเลาะวิวาท หรือพูดคำหยาบคายเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าหากใครปากร้ายในวันนี้ ปากจะเน่าเหม็น และจะนำความอัปมงคลมาสู่ชีวิตตลอดทั้งปี
ในตอนเช้าของวันเน่า ผู้คนจะออกไปจ่ายตลาดอย่างเนืองแน่น เรียกว่า "วันดา" เพื่อเตรียมวัตถุดิบทำอาหารพื้นเมืองที่เก็บไว้ได้นาน เช่น แกงฮังเล แกงอ่อม และห่อนึ่งไก่-ปลา ตกบ่ายชาวบ้านจะร่วมใจกันขุดตักทรายจากลำน้ำปิง ขนมาเทรวมกันในลานวัดเพื่อ "ก่อเจดีย์ทราย" และปักประดับด้วย "ช่อ" (ธงกระดาษสามเหลี่ยม) และ "ตุง" สีสันสดใส โดยมีคติความเชื่อในคัมภีร์ใบลานว่า อานิสงส์แห่งการทานตุงและช่อนี้จะช่วยให้ดวงวิญญาณของผู้ทำบุญที่อาจพลั้งพลาดตกนรก ได้อาศัยเกาะชายธงชายตุงให้พ้นจากขุมนรกขึ้นสู่สวรรค์
ส่วนการเล่นสาดน้ำจะทวีความสนุกสนานอย่างยิ่งในวันขนทรายนี้ โดยคนโบราณจะใช้น้ำสะอาดอบร่ำด้วยน้ำหอมและดอกไม้ประพรมใส่กันอย่างสุภาพ นุ่มนวล และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
วันพญาวันและการดำหัว: ศาสตร์แห่งการขอขมาและความสมานฉันท์
วันที่สามคือ "วันพญาวัน" (วันเถลิงศก) ถือเป็นยอดแห่งวันทั้งปวงในรอบปี ชาวบ้านจะจัดสำรับอาหารคาวหวานและขนมข้าวต้มใส่พานไป "ทานขันข้าว" ที่วัด เพื่ออุทิศกุศลแด่บรรพชนผู้ล่วงลับ พระสงฆ์จะนั่งประจำจุดรอบลานวัดเพื่อให้พรแก่ญาติโยม จากนั้นจะมีการสรงน้ำพระบรมธาตุ ค้ำกิ่งต้นโพธิ์ และอัญเชิญพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองออกมาให้ประชาชนสรงน้ำละอองหอม
ไฮไลต์สูงสุดทางสังคมของล้านนาคือ "ประเพณีดำหัว" ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่บ่ายวันพญาวัน ต่อเนื่องไปจนถึงวันปากปีและวันปากเดือน คำว่า "ดำหัว" หมายถึงการสระผม แต่ในเชิงพิธีกรรมคือการนำ "น้ำขมิ้นส้มป่อย" ดอกมะลิ ข้าวตอก ข้าวสาร พริกแห้ง หอมกระเทียม ผ้าใหม่ และผลไม้ ไปแสดงความคารวะต่อผู้มีพระคุณ พระมหาเถระ บิดามารดา และครูบาอาจารย์ เพื่อขอขมาลาโทษในสิ่งล่วงเกินตลอดปีที่ผ่านมา
กระบวนแห่ดำหัวจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา:
- ขบวนนำด้วยเสียงกลองมองเซิง หนุ่มๆ นุ่งกางเกงสะดอ สวมเสื้อม่อฮ่อม คล้องพวงมาลัยมะลิ ทัดแป้งแก้มลาย และร่ายรำ "ฟ้อนเจิง" นำหน้า
- หญิงสาวแต่งกายชุดคนเมือง เกล้ามวยผมเหน็บ "ดอกเอื้องผึ้ง" สีเหลืองอร่าม ถือขันน้ำขมิ้นส้มป่อยอย่างสง่างาม
- เมื่อถึงเรือนหรือกุฏิ ผู้นำขบวนจะกล่าวคำขอขมาอย่างเป็นทางการ พระสงฆ์หรือผู้อาวุโสจะกล่าวให้พรหรือ "ปั่นปอน" ยกโทษอโหสิกรรมให้ และเอามือจุ่มน้ำส้มป่อยลูบศีรษะลูกหลานเป็นสิริมงคล
นอกจากนี้ ตระกูลเจ้านายฝ่ายเหนือผู้สืบสายเลือดจากพระเจ้ากาวิละ (สกุล ณ เชียงใหม่, ณ ลำพูน) จะเดินทางไปประกอบพิธี "ดำหัวกู่" ณ สุสานหลวงวัดสวนดอก เพื่อกราบไหว้อัฐิของเจ้าหลวงและบรรพกษัตริย์ผู้สร้างเมือง สะท้อนว่าประเพณีสงกรานต์และดำหัวของล้านนามิใช่เพียงงานรื่นเริงสาดน้ำ หากแต่เป็นสถาบันทางจริยธรรมที่ค้ำจุนความกตัญญู ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความสมัครสมานสามัคคีของคนในสังคมอย่างสมบูรณ์แบบ