ตอนที่ ๑: อภิมหาเจดีย์ใจกลางเวียง เสาหลักเมืองอินทขิล และมรดกพุทธศิลป์วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ตอนที่ ๑ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร: ย้อนรอยมหาเจดีย์ ๖๐๐ ปี เสาหลักเมืองอินทขิล พระอัฏฐารส ๑๘ ศอก และประวัติศาสตร์แผ่นดินไหวสะเทือนล้านนา
มหาอารามศูนย์กลางจักรวาลแห่งนครเชียงใหม่
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ใจกลางเวียงเชียงใหม่ ณ เลขที่ ๑๐๓ ถนนพระปกเกล้า มีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๓๒ ไร่ ๒ งาน ๓๘ ตารางวา อารามแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่เก่าแก่กว่า ๖๐๐ ปี หากแต่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นต้นมา ภายใต้การนำของพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดเจดีย์หลวงยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครอง การบริหาร และศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ธรรมยุตในภาคเหนือจวบจนปัจจุบัน
อาณาเขตของวัดแบ่งออกเป็น เขตพุทธาวาส อันเป็นที่ตั้งของมหาปูชนียสถาน และเขตสังฆาวาส (คณะเจดีย์หลวงและคณะหอธรรม) โดยมีจุดกึ่งกลางคือองค์พระธาตุเจดีย์หลวงอันสง่างาม
มหากาพย์พระธาตุเจดีย์หลวง: ยอดสถูปสะเทือนแผ่นดิน (พ.ศ. ๑๙๓๔ – ๒๕๓๕)
พระธาตุเจดีย์หลวงถือเป็นพระเจดีย์อิฐที่สูงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ล้านนา:
- การก่อสร้างยุคแรก (พ.ศ. ๑๙๓๔ – ๑๙๕๕): เริ่มสร้างในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ. ๑๙๓๔) เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแด่พญากือนา พระราชบิดา แต่สร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคต พระนางติโลกะจุฑา พระมเหสี พร้อมด้วยพระราชโอรสคือ พระเจ้าสามฝั่งแกน จึงทรงสร้างต่อจนสำเร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๑๙๕๕
- การขยายองค์พระเจดีย์สู่มหาศิขร (พ.ศ. ๒๐๒๒ – ๒๐๒๓): ในรัชสมัยพญาติโลกราช พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ขยายฐานและเสริมสร้างองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ตระหง่านถึง ๔๕ วา (๙๐ เมตร) ฐานกว้างด้านละ ๔๕ วา กลายเป็นมหาเจดีย์ทรงระฆังคว่ำที่สูงที่สุดในแผ่นดินล้านนา และเป็นที่ประดิษฐาน "พระแก้วมรกต" ถึง ๘๔ ปี
- มหาแผ่นดินไหว พ.ศ. ๒๐๘๘: ในรัชสมัยของพระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์องค์ที่ ๑๕ เกิดมหาพายุฝนฟ้าคะนองและแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้ยอดพระธาตุเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ เหลือความสูงประมาณ ๔๐ กว่าเมตร และตกอยู่ในสภาพปรักหักพังมานานหลายร้อยปี
- การบูรณะครั้งใหญ่ (พ.ศ. ๒๕๓๓ – ๒๕๓๕): กรมศิลปากรและรัฐบาลไทยได้ทุ่มงบประมาณ ๓๕ ล้านบาท ขุดแต่งทางโบราณคดีและบูรณะเสริมความมั่นคงทางวิศวกรรม คืนความสง่างามแก่ฐานช้างค้ำและซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ
เสาอินทขิล มหาศาลกุมภัณฑ์ และพระอัฏฐารส
นอกจากมหาเจดีย์ ภายในวัดเจดีย์หลวงยังเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นเอก:
- วิหารเสาอินทขิล (หลักเมืองเชียงใหม่): เสาหินก่ออิฐถือปูนประดับกระจกสี เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดสะดือเมือง (กลางเวียง) ครั้นปี พ.ศ. ๒๓๔๓ พระเจ้ากาวิละ ทรงฟื้นฟูนครเชียงใหม่ ได้ย้ายเสาอินทขิลมาประดิษฐานไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง โดยมีศาลกุมภัณฑ์ ๒ ตน ยืนถือกระบองพิทักษ์รักษาเสาหลักเมือง
- ต้นยางหลวง ๓ ต้น: ต้นยางนาขนาดมหึมา ปลูกขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิละเมื่อกว่า ๒๐๐ ปีก่อน เป็นไม้หมายเมืองอันศักดิ์สิทธิ์
- พระวิหารหลวงและพระอัฏฐารส: พระวิหารสร้างขึ้นแต่เดิมในสมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. ๒๐๑๗) และบูรณะใหม่โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (พ.ศ. ๒๔๗๒) ภายในประดิษฐาน "พระอัฏฐารส" พระพุทธรูปยืนสำริดปางประทานอภัย สูงถึง ๑๘ ศอก (๙ เมตร) หล่อขึ้นโดยพระนางติโลกะจุฑา เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๕๔ มีพุทธลักษณะงดงามคลาสสิกดั่งทองชมพูนุท
- พระพุทธเฉลิมสิริราช (พ.ศ. ๒๕๓๘): พระพุทธรูปปางตรัสรู้ หน้าตัก ๕๐ ซม. สูง ๗๐ ซม. แกะสลักจากหยกเขียวบริสุทธิ์จากประเทศแคนาดา ประดิษฐาน ณ ซุ้มจระนำทิศตะวันออกขององค์เจดีย์หลวง เพื่อเฉลิมฉลองสมโภช ๖๐๐ ปีแห่งมหาเจดีย์
- บ่อเปิง: บ่อน้ำโบราณขนาดใหญ่ลึก ๑๑ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔.๓๒ เมตร ขุดขึ้นในรัชสมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. ๒๐๒๒) เพื่อนำดินมาปั้นอิฐสร้างพระเจดีย์หลวง คำว่า "เปิง" ในภาษาล้านนาหมายถึง "คู่ควรและเหมาะสม"


อ่านเพิ่มเติม: วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่: ถอดรหัสมหาเจดีย์ศตวรรษที่ 14 และเสาหลักเมืองอินทขิล