ตอนที่ ๖: การบริหาร การปกครอง ศาสนกิจ และมรดกสาธารณูปการแห่งวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ตอนที่ ๖ การบริหารและสาธารณูปการ วัดเจดีย์หลวง: โครงสร้างสงฆ์ ๒ คณะ บวช ตชด. ๑๐๖ นายถวายสมเด็จย่า ศาลากาญจนาภิเษก และอาคารศาสนทายาท
โครงสร้างการปกครองและเสนาสนะสองคณะสงฆ์
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ในฐานะพระอารามหลวงชั้นตรีและศูนย์กลางคณะสงฆ์ธรรมยุตภาคเหนือ ได้วางระบบการบริหารจัดการอย่างเป็นระเบียบตามพระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม โดยจัดแบ่งเขตการปกครองภายในออกเป็น ๒ คณะหลัก:
- คณะเจดีย์หลวง (ทิศใต้): ตั้งอยู่เลียบแนวถนนราชมรรคา มีพระครูมหาเจติยาภิบาล ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ ดูแลพระภิกษุ ๓๔ รูป สามเณร ๕๒ รูป และศิษย์วัด ๓๐ คน เป็นศูนย์รวมกุฏิสงฆ์สายปฏิบัติและอาคารเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์
- คณะหอธรรม (ทิศเหนือ): ตั้งอยู่เลียบแนวถนนราชดำเนิน มีพระวินัยโกศล ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ ดูแลพระภิกษุ ๑๕ รูป สามเณร ๒๖ รูป และศิษย์วัด ๙ คน อันเป็นที่ตั้งของหอพระไตรปิฎกดั้งเดิมและโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ใน พ.ศ. ๒๕๓๙ วัดเจดีย์หลวงมีประชากรสงฆ์จำพรรษารวมทั้งสิ้น ๑๖๖ ชีวิต (พระภิกษุ ๔๙ รูป, สามเณร ๗๘ รูป, ศิษย์วัด ๓๙ คน) บริหารงานผ่านคณะกรรมการสงฆ์ คณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการฝ่ายคฤหัสถ์อย่างบูรณาการ
เครือข่ายฆราวาส สังคมสงเคราะห์ และการเผยแผ่ปีกาญจนาภิเษก
พลังขับเคลื่อนของวัดเจดีย์หลวงเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับองค์กรฝ่ายฆราวาส:
- ชมรมศิษย์เก่าวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร (ศจล.): ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยการริเริ่มของ พล.อ.เสาร์ สุวิทยลังการณ์ และต่อมานำโดย นายอุทัย นันตาวรัตน์ และ พ.ต.ท.ธงชัย ทิพยมณฑล รวบรวมศิษยานุศิษย์กว่า ๑,๐๐๐ คน ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการจัดงานสลากภัต ประเพณีใส่ขันดอกอินทขิล และการสรงน้ำพระพุทธเฉลิมสิริราช (พระแก้วหยก)
- กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมวันอาทิตย์: ริเริ่มโดย พ.อ.ตะนัญฐ์ เดชะ เปิดศาลาธัมมนันโทเป็นเวทีสนทนาธรรม นั่งสมาธิ และรับประทานอาหารมังสวิรัติร่วมกันทุกวันอาทิตย์
- มหากุศลปีกาญจนาภิเษก พ.ศ. ๒๕๓๙: ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี วัดเจดีย์หลวงได้จัดแสดงพระธรรมเทศนาตลอดปี และจัดพิธีอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จำนวน ๑๐๖ นาย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ผู้ทรงมีพระคุณล้นเกล้าฯ ต่อราษฎรชายแดน
มหากรรมสาธารณูปการและการพิทักษ์โบราณสถาน
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๘–๒๕๓๙ ทางวัดได้ทุ่มเทงบประมาณและแรงศรัทธาพัฒนางานสาธารณูปการครั้งใหญ่:
- โครงการที่แล้วเสร็จ: บูรณะปรับภูมิทัศน์ปูหินบล็อกรอบวิหารกุมภัณฑ์, ก่อสร้างกำแพงวัดความยาวรวมกว่า ๓๐๐ เมตร, สร้างวิหารพระเจ้าทันใจ (๒๐๐,๐๐๐ บาท), หล่อพระพุทธรูปคันธารราษฎร์ (พระขอฝน) ประดิษฐานประจำวิหารอินทขิล (๖๕,๐๐๐ บาท), ปรับปรุงระบบไฟฟ้าส่องสว่างรอบพระเจดีย์หลวงให้เป็นระบบอัตโนมัติ, และจ้างผู้เชี่ยวชาญตัดแต่งศัลยกรรมกิ่งต้นยางหลวง ๓ ต้น อายุ ๒๐๐ กว่าปี ให้สมบูรณ์ปลอดภัย
- โครงการสำคัญที่กำลังดำเนินการ: การก่อสร้างศาลากาญจนาภิเษกหลังใหญ่เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนในการปฏิบัติธรรม; การปรับปรุงบ่อเปิงโบราณ พร้อมก่อสร้างศาลาวิจิตรครอบปากบ่อ (งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท); การสร้างอาคารศาสนทายาทขนาด ๓ ชั้น (กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร งบประมาณ ๖ ล้านบาท) โดยได้รับพระราชทานกัปปิยภัณฑ์เริ่มต้นจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อใช้เป็นทั้งอาคารเรียนพระปริยัติธรรมและที่พักสงฆ์
บทกวีคติธรรม "อยู่บ้าน-อยู่วัด" และบทส่งท้ายแห่งมหาเจดีย์
หนังสือเล่มนี้ปิดท้ายด้วยบทกวีคติธรรมอันลึกซึ้งของพระธรรมดิลก (ขันติ์ ขนฺติโก) เรื่อง "อยู่บ้าน - อยู่วัด" ซึ่งเตือนสติว่า ไม่ว่าจะพำนักอยู่ในบ้านเรือนหรืออยู่อาศัยในอาราม มนุษย์ย่อมเป็นหนี้บุญคุณของโลก ต้องบริหารหน้าที่ด้วยความปรีชา อย่าอยู่เปล่าให้เสียชาติเกิด และบทกวี "โมทนาสาธุด้วยยินดี" ของพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) ที่ประสิทธิ์พรแก่สาธุชนผู้ร่วมบำเพ็ญกุศล
วัดเจดีย์หลวงวรวิหารตลอดระยะเวลา ๖ ศตวรรษ มิใช่เป็นเพียงซากปรักหักพังของสถูปอิฐโบราณ หากแต่เป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ การศึกษา ศีลธรรม และวิถีชีวิตที่ไม่เคยหลับใหลใจกลางนครพิงค์เชียงใหม่