บทที่ ๑: แคว้นล้านนา ปริศนานิรุกติศาสตร์ วรรณกรรมบาลี และรุ่งอรุณแห่งอารยธรรมลุ่มน้ำภาคเหนือ
บทที่ ๑ แคว้นล้านนา: คลี่คลายปริศนาชื่อล้านนา ยุคทองวรรณกรรมภาษาบาลี และวิวาทะโบราณคดีเรื่องการตั้งถิ่นฐาน ๓ ลุ่มน้ำภาคเหนือ
ปริศนานิรุกติศาสตร์: ที่มาแห่งนาม "ล้านนา"
จุดเริ่มต้นของคำว่า "ล้านนา" ปรากฏหลักฐานในเอกสารโบราณสำคัญ ๒ ฉบับ ได้แก่ ตำนานเมืองเชียงใหม่ (ฉบับวัดปางบุงหลวง) และ ตำนานสุวรรณคำแดง ซึ่งบันทึกเรื่องราวเมื่อครั้งเจ้าสุวรรณคำแดงเสด็จติดตามเนื้อทรายทองคำมาจากดอยอ่างสรงจนถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง เหล่าอำมาตย์ได้ร่วมกันทำนายและชั่งน้ำหนักของ "หินศักดิ์สิทธิ์" ประจำเมือง อำมาตย์แต่ละคนต่างคาดเดาน้ำหนักเป็น ๗ แสน ๘ แสน หรือ ๙ แสน จนกระทั่งมีอำมาตย์ผู้หนึ่งทำนายว่าหินก้อนนี้หนัก "๑ ล้านนา" จึงได้ประกอบพิธีบวงสรวงบูชาต่อท้าวสักกเทวราช ท้าวมหาพรหม พระยมราช และท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ และขนานนามบ้านเมืองแห่งนี้ว่า "เมืองล้านนา"
นักวิชาการโบราณคดีชี้ว่า คำว่า "นา" ในบริบทของตำนานดั้งเดิมนี้ มิได้หมายถึงผืนนาข้าวสำหรับเพาะปลูก หากแต่เป็น "มาตราชั่งน้ำหนักโบราณ" ของชนพื้นเมืองในอดีต (ใกล้เคียงกับคำว่า "หาบ" หรือหน่วยน้ำหนักศักดิ์สิทธิ์)
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงทางภาษาศาสตร์ระหว่างการสะกดคำว่า "ล้านนา" (ไม้โท) หรือ "ลานนา" (ไม่มีไม้โท):
- ศ.ร.ต.ท.แสง มนวิทูร ปราชญ์ภาษาบาลี-สันสกฤตผู้ใช้ชีวิตศึกษาศิลาจารึกในภาคเหนือนานกว่า ๒๐ ปี ยืนยันว่าต้องใช้คำว่า "ล้านนา" เพราะภาษาไทยวนดั้งเดิมใช้คำว่า "ข่วง" สำหรับลานกว้าง (เช่น ข่วงบ้าน ข่วงวัด หรือวัดหัวข่วง) ไม่เคยใช้คำว่า "ลาน" ดังนั้นคำว่า ล้านนา จึงต้องหมายถึงจำนวน "ล้าน" (๑,๐๐๐,๐๐๐) เสมอ
- ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะรุ่นครู เช่น ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, น. ณ ปากน้ำ, อ.เสนอ นิลเดช และ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม มักใช้ควบคู่กันทั้งคำว่า "ศิลปะล้านนา", "ล้านนาไทย" หรือ "ศิลปะเชียงแสน (ศิลปะล้านนา)" เพื่อสื่อถึงขอบเขตทางวัฒนธรรม
รุ่งอรุณแห่ง ๓ ลุ่มน้ำ และความเฟื่องฟูของวรรณกรรมบาลี
พัฒนาการของแคว้นล้านนาวางรากฐานอยู่บนลุ่มแม่น้ำสายหลัก ๓ สาย ที่หล่อเลี้ยงชุมชนโบราณมาแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙:

- ลุ่มแม่น้ำกก: ถิ่นกำเนิดของเมืองโยนกนคร
- ลุ่มแม่น้ำปิง: ที่ตั้งของเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) ซึ่งมีร่องรอยพุทธศาสนาและโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ย้อนหลังไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๓ สืบเนื่องมาจนถึงนครพิงค์เชียงใหม่
- ลุ่มแม่น้ำสายและแม่น้ำโขง: ศูนย์กลางของเมืองหิรัญนครเงินยางเชียงแสน
ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของล้านนาสะท้อนผ่าน "ยุคทองแห่งวรรณกรรมภาษาบาลี" ในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (โดยเฉพาะรัชสมัยพระเมืองแก้ว พ.ศ. ๒๐๓๘–๒๐๖๘) ซึ่งพระเถระล้านนาได้รจนาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอันเป็นแม่บทระดับสากล เช่น:
- พระโพธิรังสี: รจนา นิทานพระพุทธสิหิงค์ (สิหิงคนิทาน) และ จามเทวีวงศ์
- พระรัตนปัญญาเถระ: รจนา ชินกาลมาลีปกรณ์
- พระสิริมังคลาจารย์: รจนา มังคลัตถทีปนี, เวสสันตรทีปนี, จักรวาฬทีปนี และ สังขยาปกาสกฎีกา
- พระญาณกิตติเถระ: รจนาคัมภีร์โยชนาพระไตรปิฎกและวินัยรวม ๖ คัมภีร์
- พระพรหมปัญญา: รจนา รัตนพิมพวงศ์ (ตำนานพระแก้วมรกต) และวรรณกรรมชาดกนอกนิบาต ปัญญาสชาดก
วิวาทะการกำหนดอายุสมัยศิลปะล้านนา
นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลปะแบ่งทัศนะในการกำหนดอายุสมัยของแคว้นล้านนาออกเป็น ๒ สำนักหลัก:
- กลุ่มที่กำหนดอายุสมัยเริ่มก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙: อิงจากความต่อเนื่องทางรูปแบบศิลปะ โดยถือว่าศิลปะพระพุทธรูปเชียงแสนรุ่นแรกเริ่มขึ้นราว พ.ศ. ๑๖๐๐ (ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล) เจดีย์เหลี่ยมวัดกู่กุดสืบเนื่องจากพุทธศตวรรษที่ ๑๖ (เสนอ นิลเดช) และศิลปะสกุลช่างพะเยามีความเก่าแก่รองลงมาจากหริภุญชัย คือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗–๑๘ (น. ณ ปากน้ำ)
- กลุ่มที่กำหนดอายุสมัยเริ่มในพุทธศตวรรษที่ ๑๙: นำโดย อ.คงเดช ประพัฒน์ทอง และ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ซึ่งเสนอว่า ยุคสมัยก่อนหน้านั้นควรเรียกว่า "สมัยก่อนล้านนา" (พุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๘) และให้ถือว่า แคว้นล้านนาที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อพญามังรายมหาราชทรงรวบรวมบ้านเมือง ตีเมืองหริภุญชัย และสถาปนานครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางอำนาจในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙
อย่างไรก็ดี การรวมศูนย์อำนาจและการหลอมรวมศิลปวัฒนธรรมทั่วทั้งภาคเหนือ (รวมถึงแพร่ น่าน พะเยา และแผ่ขยายลงไปถึงสุโขทัย-กำแพงเพชร) ให้กลายเป็น "อาณาจักรล้านนาอันเป็นเอกภาพอย่างแท้จริง" สำเร็จลงอย่างสมบูรณ์แบบในรัชสมัยของ พระมหาศรีธรรมติโลกราช (พญาติโลกราช) ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐