บทที่ ๒: นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ มหาพันธมิตรสามกษัตริย์ ฤกษ์ผังเมืองโบราณ และสายธารราชวงศ์มังราย
ย้อนรอยประวัติศาสตร์สร้างเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ๑๘๓๙: มหาพันธมิตรสามกษัตริย์ ชัยภูมิ ๗ ประการ และถอดรหัสชื่อ "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"
มหาพันธมิตรสามกษัตริย์และชัยภูมิแห่งราชธานี
การกำเนิดของนครเชียงใหม่มิได้เกิดจากพระราชอำนาจของกษัตริย์พระองค์เดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ของ "มหาพันธมิตรสามกษัตริย์" ซึ่งเป็นพระสหายร่วมสาบาน ได้แก่ พญามังรายมหาราช (ผู้สืบสายตระกูลปู่เจ้าลาวจกแห่งหิรัญนครเงินยาง), พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งสุโขทัย และ พญางำเมือง แห่งพะเยา พระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์ได้ร่วมกันสำรวจภูมิประเทศเชิงดอยสุเทพ และทอดพระเนตรเห็น "ศุภนิมิตมงคลและชัยมงคล ๗ ประการ" จึงทรงตกลงสร้างราชธานีแห่งใหม่ขึ้น ณ ที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง
พงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่บันทึกมหามงคลฤกษ์ไว้อย่างแม่นยำว่า พิธีฝังเสาหลักเมืองเริ่มต้นขึ้นใน วันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ (เดือน ๘ เหนือ) ปีวอก อัฐศก จุลศักราช ๖๕๘ (พ.ศ. ๑๘๓๙) เวลาใกล้รุ่ง กองทัพไพร่พลได้ร่วมแรงขุดคูเมือง ก่อกำแพงป้อมปราการ สร้างพระราชมณเฑียร และจัดผังตลาดร้านค้าขึ้นพร้อมกันทั้งสี่ด้าน แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง ๔ เดือน จากนั้นได้จัดงานสมโภชเฉลิมฉลอง ๓ วัน ๓ คืน และขนานนามเมืองอย่างเป็นทางการว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"
ถอดรหัสนิรุกติศาสตร์แห่งนามเมือง
ชื่อเต็มของราชธานีซ่อนรหัสทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาไว้ ๓ ส่วน:
"นพบุรี" (เมืองแห่งเก้าตระกูลลัวะ): ตำนานสุวรรณคำแดงบันทึกว่า ก่อนการเข้ามาของชาวไทยวน ดินแดนแห่งนี้เป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชนชาติ "ลัวะ" (ละว้า) ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ได้สั่งสอนให้พญาธรรมิกราชแห่งลัวะชักชวนให้ชาวลัวะรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดภัยพิบัติอัปมงคล และได้ประทานบ่อแก้ววิเศษ ๓ บ่อ คือ บ่อเงิน บ่อคำ (ทอง) และบ่อแก้ว ให้แก่ ๙ ตระกูลลัวะ คอยเฝ้าพิทักษ์รักษา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า "นพบุรี" (นพ = เก้า)
"นครพิงค์": สันนิษฐานว่าแปลงสำเนียงมาจากคำว่า "ปิง" (แม่น้ำปิง) โดยในภาษาถิ่นล้านนานิยมออกเสียงพยัญชนะ พ เป็น ป (เช่น อำเภอพร้าว ออกเสียงว่า ป้าว) แม่น้ำปิงจึงกลายรูปเป็น "พิงค์" ในภาษาเขียนชั้นสูง
"เชียงใหม่" (เมืองใหม่): ตลอดพระชนม์ชีพ พญามังรายทรงเป็นกษัตริย์นักสร้างเมือง ทรงสร้างเมืองเชียงราย (พ.ศ. ๑๘๐๕), เมืองฝาง, ตีเมืองหริภุญชัย (พ.ศ. ๑๘๒๔) และสร้างเวียงกุมกาม ทว่าเวียงกุมกามประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจากแม่น้ำปิงหลากล้น พระองค์จึงทรงย้ายมาสร้างเมืองแห่งใหม่ที่เชิงดอยสุเทพ ราษฎรจึงเรียกขานติดปากว่า "เมืองใหม่" หรือ "เชียงใหม่"
สายธารแห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ. ๑๘๓๙ – ๒๑๐๑)
หลังการสถาปนานครเชียงใหม่ อาณาจักรล้านนามีศูนย์กลางอำนาจที่มั่นคงและรุ่งเรืองด้วยศิลปวัฒนธรรม ราชวงศ์มังรายได้สืบสันติวงศ์ปกครองนครเชียงใหม่ยาวนานถึง ๒๖๒ ปี มีกษัตริย์เสวยราชย์ ๑๕ ถึง ๑๘ พระองค์ (ตามความแตกต่างของการนับใน ชินกาลมาลีปกรณ์ และ พงศาวดารโยนก) ไล่เรียงจากพญามังราย, พระเจ้าชัยสงคราม, พญาแสนภู, พญาคำฟู, พญาผายู, พญากือนา (ผู้สถาปนาวัดสวนดอก), พญาแสนเมืองมา, พญาสามฝั่งแกน, จนก้าวเข้าสู่รัชสมัยอันเกรียงไกรที่สุดของ พระมหาศรีธรรมติโลกราช (พญาติโลกราช) กษัตริย์ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ผู้สร้างวัดเจ็ดยอด และนำพาล้านนาก้าวสู่ยุคทองก่อนจะเสียเอกราชแก่พม่าในรัชสมัยพระนางวิสุทธิเทวี (พ.ศ. ๒๑๐๑)