บทที่ ๗: ขั้นตอนการอนุรักษ์ประติมากรรมวัดเจ็ดยอด พ.ศ. ๒๕๓๕ วิทยาการกอบกู้พุทธศิลป์ และสูตรลับปูนตำล้านนา
บทที่ ๗ ขั้นตอนการอนุรักษ์ประติมากรรมวัดเจ็ดยอด พ.ศ. ๒๕๓๕: เปิดสูตรลับปูนตำล้านนาโบราณ วิศวกรรมฝังเดือยสแตนเลส และการพิทักษ์มรดกโลก
ปรัชญาและขั้นตอนวิทยาการอนุรักษ์ พ.ศ. ๒๕๓๕
สืบเนื่องจากบทเรียนความเสื่อมสภาพของสารเคมีโพลีเมอร์สังเคราะห์ที่ใช้ในทศวรรษ ๒๕๑๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ (ค.ศ. 1992) กรมศิลปากรได้ยกระดับการอนุรักษ์ประติมากรรมปูนปั้นเทวดา ๗๐ องค์ และองค์เจดีย์วัดเจ็ดยอด สู่มาตรฐานวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์สากลที่เน้น "การคืนสภาพดั้งเดิมและการใช้วัสดุที่เข้ากันได้กับโบราณวัตถุ" (Compatibility & Reversibility) โดยวางขั้นตอนการปฏิบัติงานไว้อย่างเคร่งครัด:
- การบันทึกภาพและตรวจสภาพทางพยาธิวิทยา: ถ่ายภาพฟิล์มสไลด์สีและขาวดำ ตรวจสอบโพรงอากาศ รอยร้าว และการผุกร่อนของเนื้อปูนปั้นอย่างละเอียดก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ
- การเสริมความมั่นคงฉุกเฉินก่อนทำความสะอาด: สำหรับชิ้นส่วนปูนปั้นที่ปริแยกหรือมีโพรงอากาศ ช่างต้องฉีดน้ำยาผสานรอยร้าวและทำค้ำยันโครงสร้างก่อนเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ประติมากรรมแตกหักขณะล้างทำความสะอาด
- การกำจัดศัตรูพืชและจุลชีพ: ทำการถอนรากวัชพืชและสกัดต้นโพธิ์ที่ชอนไชศิลาแลงออกจนถึงรากแก้ว จากนั้นพ่นสารเคมี เบนซัลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium Chloride) ในอัตราส่วน ๑ : ๑๐๐ เพื่อทำลายเซลล์ของตะไคร่น้ำและสปอร์เชื้อราให้แห้งกรอบและหลุดลอกออกโดยไม่ทำลายผิวหิน
- การทำความสะอาดคราบฝังลึกด้วยสารเคมีเฉพาะทาง: บริเวณคราบไขมันและเขม่าใช้สารละลายโทลูอีน (Toluene) ทาประคบทิ้งไว้ ๕–๑๐ นาที ส่วนบริเวณคราบดำฝังแน่นสูงใช้สูตรพอกแป้งเปียก (Poultice) ผสมแอมโมเนียมคาร์บอเนต ๑๐% + สบู่เหลว ๐.๕% + โทลูอีน ๑๐% พอกทับด้วยกระดาษชำระทิ้งไว้ ๑๕–๒๐ นาที แล้วใช้น้ำสะอาดและแปรงขนกระต่ายขัดล้างออกอย่างนุ่มนวล

วิศวกรรมการฝังเดือยสแตนเลส (Stainless Steel Pinning)
สำหรับประติมากรรมปูนปั้นเทวดาขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากและเริ่มแยกตัวออกจากผนังศิลาแลง คณะอนุรักษ์ได้นำเทคนิควิศวกรรมวัสดุศาสตร์มาใช้อย่างแม่นยำ:

- ช่างจะเลือกจุดเจาะที่ไม่มีลวดลาย โดยใช้สว่านไฟฟ้าปรับความเร็วรอบต่ำ เจาะเอียงทำมุม ๒๐–๓๐ องศาลงสู่พื้น ผ่านชั้นปูนปั้นลึกเข้าไปในผนังศิลาแลงหรือผนังอิฐ ๒๕–๓๐ เซนติเมตร
- ใช้ลูกยางเป่าไล่เศษฝุ่นผงออกจากรูเจาะจนสะอาดบริสุทธิ์
- ตัดแกนเหล็กไร้สนิม (Stainless Steel Rod) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓–๔ หุน ให้สั้นกว่ารูเจาะประมาณ ๒ เซนติเมตร ทาเคลือบด้วยกาวสังเคราะห์ Araldite (อีพอกซีเรซิน) สอดแกนเหล็กเข้าไปจนจมมิดและลึกกว่าผิวปูนปั้นเดิม ๑ เซนติเมตร เพื่อทำหน้าที่เป็น "กระดูกเหล็กภายใน" ถ่ายเทน้ำหนักของปูนปั้นเข้าสู่โครงสร้างผนังศิลาแลงอย่างมั่นคงถาวร
- อุดปิดหัวรูเจาะด้วยปูนตำหมักปรับสีให้กลมกลืนกับผิวเดิมอย่างไร้ร่องรอย
การเปิดเผย "สูตรปูนตำอนุรักษ์ พ.ศ. ๒๕๓๕"

หัวใจสำคัญที่สุดของการอนุรักษ์ในโครงการนี้ คือการเลิกใช้ซีเมนต์สมัยใหม่ และหวนกลับไปสืบทอดภูมิปัญญา "ปูนตำล้านนาโบราณ" โดยนำมาวิจัยปรับสัดส่วนทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้เนื้อปูนซ่อมที่มีค่าความยืดหยุ่นและการระบายความชื้นทัดเทียมกับปูนโบราณอายุ ๕๐๐ ปี โดยมีสูตรผสมมาตรฐานดังนี้:
- ปูนขาว (ปูนก้อนหมักน้ำนานนับเดือน): ๑ ส่วน (ให้แคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์)
- ทรายละเอียด (ล้างสะอาดคัดขนาด): ๑ ส่วน (เป็นมวลรวมเพิ่มความแกร่ง)
- เยื่อกระดาษสา (แช่น้ำตีเส้นใยละเอียด): ๑/๓ ส่วน (ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายเส้นใยเสริมแรงต้านการแตกร้าว)
- น้ำอ้อยเคี่ยวเหนียว: ๒/๑๐ ส่วน (เป็นสารอินทรีย์ชะลอการเซ็ตตัวและช่วยการตกผลึก)
- กาวหนังสัตว์เคี่ยว: ๒/๕ ส่วน (เพิ่มความยืดหยุ่นและคุณสมบัติกันน้ำซึม)

ปูนตำสูตรนี้จะถูกนำมาผสมผงสีฝุ่นธรรมชาติ เพื่อปรับเฉดสีให้เข้ากับเนื้อปูนปั้นเดิมของแต่ละองค์ ใช้ในการอุดรอยร้าว ปั้นเสริมส่วนที่ชำรุดเฉพาะเท่าที่จำเป็นตามหลักการอนุรักษ์สากล (ห้ามปั้นเสริมส่วนที่ขาดหายไปจนหมด)
การเคลือบศิลาและเกราะป้องกันระดับอนุภาค

ในขั้นตอนสุดท้าย หลังจากปูนตำแห้งสนิท คณะอนุรักษ์ได้ทำการพ่นสาร CERECOND (สารประกอบซิลิโคนระบายความชื้น) เคลือบผิวทั้งหมด ๑ ชั้น ทิ้งไว้ให้ทำปฏิกิริยา ๒๔ ชั่วโมง จากนั้นทาเคลือบตอกย้ำด้วย Paraloid B-72 (เรซินอะคริลิกเกรดอนุรักษ์ ความเข้มข้น ๑๕% ละลายในโทลูอีน) ซ้ำอีก ๒–๓ เที่ยว เพื่อเสริมความแกร่งให้แก่อนุภาคเม็ดทรายและปูนที่เริ่มร่วนซุย ให้ยึดเกาะกันแน่นดุจหินธรรมชาติ พร้อมทั้งวางมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม ห้ามรถบรรทุกหนักวิ่งผ่านซุ้มประตู และห้ามจุดธูปเทียนสัมผัสผิวโบราณสถานโดยเด็ดขาด
จากปฐมบทแห่งการสถาปนามหาโพธารามในรัชสมัยพญาติโลกราช พ.ศ. ๑๙๙๘ ผ่านการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งประวัติศาสตร์ สู่มหากรรมการกอบกู้บูรณะทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษนี้ วัดเจ็ดยอดยังคงตระหง่านเป็นประจักษ์พยานแห่งศรัทธาและพุทธศิลป์อันเป็นนิรันดร์ของแผ่นดินล้านนา บัดนี้ หนังสือ "วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่" ได้รับการสังเคราะห์และส่งมอบครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ