บทที่ ๑: อารามหลวงแห่งราชอุทยานพยอม: ภูมิสถาน ปูชนียวัตถุ และสถาปัตยกรรมศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดสวนดอก
ประวัติวัดสวนดอก บทที่ ๑: เจาะลึกภูมิสถานราชอุทยานพยอม พระบรมธาตุเจดีย์ พระเจ้าเก้าตื้อ พระเจ้าค่าคิง และกู่เจ้านายฝ่ายเหนืออันทรงคุณค่า
ภูมิสถานและขอบขัณฑสีมา
วัดสวนดอก พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งตระหง่านอยู่ ณ เลขที่ ๑๓๙ ถนนสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ณ บริเวณที่ราบกว้างขวางเชิงดอยสุเทพ ห่างจากประตูกำแพงเมืองโบราณด้านทิศตะวันตกหรือ "ประตูสวนดอก" ออกไปราว ๑ กิโลเมตร
ในอดีตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ กรมการศาสนาเคยบันทึกแผนที่เขตวัดไว้กว้างขวางถึงกว่า ๙๐ ไร่ แต่กาลเวลาต่อมาเกิดการรุกล้ำและออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน ในปัจจุบันตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๙๕๓๓ วัดมีเนื้อที่ตั้งวัดบริบูรณ์ ๓๕ ไร่ ๒ งาน ๔๔ ตารางวา และมีที่ธรณีสงฆ์อีก ๕ แปลง รวมเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ๔๔ ตารางวา
อาณาเขตของวัดสวนดอกมีกรอบขอบเขตชัดเจนทั้งสี่ทิศ:
- ทิศเหนือ: ยาว ๑๘๓ เมตร ติดต่อกับถนนสุเทพสายหลัก
- ทิศใต้: ยาว ๑๙๓ เมตร จรดที่ดินครอบครองของเอกชนและทางสาธารณประโยชน์
- ทิศตะวันออก: ยาว ๑๗๖ เมตร จรดที่ดินครอบครองและทางสาธารณประโยชน์
- ทิศตะวันตก: ยาว ๑๗๖ เมตร จรดที่ดินครอบครองและทางสาธารณประโยชน์
บริเวณโดยรอบในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากวัดป่าอรัญวาสีนอกกำแพงเมืองโบราณ กลายมาเป็นศูนย์กลางชุมชน ห้อมล้อมด้วยหมู่บ้าน ย่านการค้า และสถานศึกษาชั้นนำ การสัญจรติดต่อมีถนนสุเทพเป็นเส้นทางคมนาคมหลักสู่อาราม
ความเป็นมาแห่งนาม "วัดบุปผาราม" สู่ "วัดสวนดอก"
สถานที่ตั้งของวัดสวนดอกในอดีต คือ "พระราชอุทยานสวนดอกไม้พยอม" อันเป็นอุทยานหลวงส่วนพระองค์ของกษัตริย์ล้านนาที่สืบทอดมาตั้งแต่รัชสมัยพญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างนครพิงค์เชียงใหม่ ภายในอุทยานรื่นรมย์ไปด้วยดงไม้พยอมอันส่งกลิ่นหอมบริสุทธิ์
ลุถึงปี พ.ศ. ๑๙๑๔ พญากือนาธรรมิกราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย ทรงมีพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงทรงสละพระราชอุทยานแห่งนี้พระราชทานให้สร้างเป็นมหาอาราม ถวายแด่พระมหาสุมนเถระ มหาเถระผู้เชิญพระบรมสารีริกธาตุมาจากกรุงสุโขทัย พระองค์ได้พระราชทานนามอารามอย่างเป็นทางการตามภาษาบาลีว่า "วัดบุปผาราม" ซึ่งแปลตรงตัวว่า "อารามแห่งสวนดอกไม้" (ดอกไม้พยอม) ทว่าชาวเมืองพิงค์เชียงใหม่แต่โบราณนิยมเรียกขานตามความคุ้นเคยอย่างเรียบง่ายว่า "วัดสวนดอก" จนกลายเป็นนามสามัญที่จารึกในประวัติศาสตร์สืบมา วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในราวปี พ.ศ. ๑๙๖๒ ได้รับการคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณสถาปนายกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓
มหาปูชนียวัตถุอันทรงคุณค่าแผ่นดิน
ภายในขอบเขตพุทธาวาสวัดสวนดอก เป็นที่ประดิษฐานปูชนียวัตถุสถานชิ้นเอก ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดังนี้:
๑. พระบรมธาตุเจดีย์
สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๖ ในรัชสมัยพญากือนาธรรมิกราช เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์สำคัญที่พระมหาสุมนเถระอัญเชิญมาจากสุโขทัย องค์เจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบลังกาวงศ์ผสมผสานศิลปะล้านนา มีความสูงตระหง่านถึง ๒๔ วา (ประมาณ ๔๘ เมตร) โดดเด่นด้วยฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ มีบันไดทอดขึ้นลงทั้ง ๔ ด้าน ชั้นกลางรองรับองค์ระฆังคว่ำแบบเจดีย์ทรงลังกาแท้ ปลียอดหุ้มทองเหลืองอร่ามตา
๒. พระพุทธปฏิมาค่าคิง (พระประธานในพระวิหารหลวง)
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางสมาธิ สถาปนาขึ้นในรัชสมัยพญากือนา เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๖ หล่อขึ้นด้วยฝีมือช่างสกุลล้านนาโบราณ องค์พระมีหน้าตักกว้าง ๒ เมตร สูง ๒.๕๐ เมตร ความพิเศษอันเปี่ยมด้วยความหมายคือ องค์พระพุทธรูปนี้หล่อขึ้นให้มีสัดส่วน "เท่าพระวรกาย" ของพญากือนา ชาวล้านนาแต่โบราณจึงถวายพระนามด้วยความเคารพว่า "พระเจ้าค่าคิง"
๓. พระพุทธรูปพระเจ้าเก้าตื้อ
หนึ่งในประติมากรรมสำริดที่งดงามและสำคัญที่สุดของประเทศไทย หล่อขึ้นในรัชกาลพระเมืองแก้ว (พญาศิริธรรมจักรพรรดิดิลกราช) เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๔๗ พระพุทธรูปเป็นปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสนผสานสุโขทัยอันประณีตสูงสุด หน้าตักกว้าง ๓ เมตร สูง ๔.๗๐ เมตร หล่อด้วยโลหะทองสำริดหนักถึง ๙ ตื้อ (มาตราโบราณล้านนา: ๑ ตื้อ มีค่าเท่ากับ ๑ โกฏิ หรือสัมฤทธิ์หนึ่งพันหมื่น) หล่อแยกเป็น ๙ ท่อน แล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกัน เดิมมีพระราชประสงค์จะประดิษฐาน ณ วัดพระสิงห์ แต่องค์พระมีน้ำหนักมหาศาลมิสามารถชะลอเข้าประตูกำแพงเมืองได้ จึงได้อัญเชิญเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดสวนดอกจวบจนปัจจุบัน
๔. กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ (อนุสาวรีย์บรรจุอัฐิ)
กลุ่มเจดีย์กู่สีขาวบริสุทธิ์ สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. ๒๔๕๒ โดยพระดำริของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงโปรดให้อัญเชิญพระอัฐิของอดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทุกพระองค์และเจ้านายในราชสกุล ณ เชียงใหม่ จากสุสานเดิมริมแม่น้ำปิง (ข่วงเมรุ ตลาดวโรรส) มาประดิษฐานรวมกัน ณ ข่วงกำแพงแก้วด้านทิศเหนือของพระเจดีย์ใหญ่ เพื่อให้สมพระเกียรติยศ
๕. เจดีย์อนุสาวรีย์ (กู่) อัฐิครูบาศรีวิชัย
สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ทางทิศใต้ของพระวิหารหลวง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานบรรจุอัฐิธาตุของท่านครูบาศรีวิชัย "นักบุญแห่งล้านนาไทย" ผู้เป็นประธานในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดสวนดอกครั้งประวัติศาสตร์
๖. ธรรมมาสน์เทศนาแบบล้านนา และซุ้มประตูโขง ๓ ด้าน
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ในคราวที่ครูบาศรีวิชัยบูรณะอาราม โดดเด่นด้วยซุ้มประตูโขงทรงปราสาทแบบล้านนาขนาดใหญ่ ซ้อนชั้นประดับลวดลายปูนปั้นพญานาคและลวดลายพรรณพฤกษาอันวิจิตร
สถาปัตยกรรมและอาคารเสนาสนะ
- พระวิหารหลวง: สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยครูบาศรีวิชัยและเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๒๖ เมตร มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือเป็นวิหารโถงขนาดมหึมาที่ไม่มีผนังทึบ แต่ทำชานระเบียงกว้างล้อมรอบ อากาศถ่ายเทปลอดโปร่ง หน้าบันทั้งสองด้านประดับลวดลายปูนปั้นเครือเถาและลายกนกศิลปะล้านนาที่วิจิตรงดงามยิ่ง
- พระอุโบสถ: กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๗ เมตร เดิมสร้างขึ้นแต่ครั้งพญาเมืองแก้ว ปี พ.ศ. ๒๐๔๗ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนศิลปะล้านนา ได้รับการบูรณะครั้งสำคัญในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัติและมหาเวสสันดรชาดก
- อาคารการศึกษาและเสนาสนะร่วมสมัย: ศาลาการเปรียญอนุสรณ์พระครูสุคันธศีล (คำแสน อินฺทจกฺโก) สร้าง พ.ศ. ๒๕๓๒, อาคารเรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ อาคาร ๑ (สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๓๖) และอาคาร ๒ (สร้างเสร็จ พ.ศ. ๒๕๓๘), ศาลาอเนกประสงค์สมโภชนครเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๓๘) ตลอดจนกุฏิสงฆ์จำนวน ๒๑ หลัง
อ่านเพิ่มเติม: วัดสวนดอก เชียงใหม่: ถอดรหัสกู่เจ้านายฝ่ายเหนือและเจดีย์ทอง 650 ปี