ประวัติวัดสวนดอก ตอนที่ ๗: ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา มหากาณฑ์บูรณะพระวิหารหลวง และตำนานถนนขึ้นดอยสุเทพ
ย้อนรอยมหากาพย์ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา: ชนะอธิกรณ์สงฆ์ด้วยขันติธรรม บูรณะพระวิหารหลวงวัดสวนดอก และสร้างทางขึ้นดอยสุเทพใน ๕ เดือน
กำเนิด "อ้ายฟ้าฮ้อง" สู่อภิมหาศรัทธาแห่งล้านนา
ครูบาศรีวิชัย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ ณ บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ในค่ำคืนที่ท่านลืมตาดูโลก ได้เกิดพายุฝนกระหน่ำ ฟ้าผ่าดังกึกก้อง และแผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น โยมบิดามารดาจึงตั้งชื่อทารกว่า "อ้ายฟ้าฮ้อง" เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ท่านได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บวชเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้รับฉายาว่า "สิริวิชโยภิกขุ" ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตร ฉันอาหารมังสวิรัติเพียงมื้อเดียว ไม่ข้องแวะกับสตรี และออกจาริกเผยแผ่ธรรมแก่ชาวเขาเผ่าต่างๆ (กะเหรี่ยง มูเซอ ม้ง ขมุ) จนกิตติศัพท์แห่งบารมีเลื่องลือไปทั่วผืนแผ่นดินล้านนา
ทว่า วัตรปฏิบัติดั้งเดิมแบบจารีตล้านนาโบราณกลับทำให้ท่านต้องเผชิญกับ "อธิกรณ์สงฆ์" จากคณะสงฆ์ส่วนกลางของสยามถึงหลายครั้ง ด้วยข้อหาบวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ตาม พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑, การขัดคำสั่งเจ้าคณะแขวง, และการถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผีบุญ" ซ่องสุมผู้คนเพื่อก่อกบฏ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ทางการได้มีคำสั่งขับไล่ท่านออกจากเมืองลำพูน ทว่ากลับเกิดปรากฏการณ์คลื่นมหาชนศรัทธากว่า ๓,๐๐๐ คน เดินเท้าแห่แหนติดตามท่านข้ามป่าเขาเข้ามายังนครเชียงใหม่
ระหว่างถูกกักบริเวณ ณ วัดศรีดอนชัย เชียงใหม่ ท่านต้องจำวัดบนพื้นดินเหนียวในศาลาบาตรอันคับแคบและสกปรก แต่ท่านกลับเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมด้วย "ขันติธรรม" ขั้นสูงสุด ไม่เคยแสดงความโกรธแค้นต่อผู้ใด จนกระทั่งถูกส่งตัวไปไต่สวนข้อกล่าวหา ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงไต่สวนอย่างเที่ยงธรรมและประกาศว่า ครูบาศรีวิชัยมิได้มีความผิดในข้อหาก่อกบฏหรืออวดอุตริมนุสธรรมแต่อย่างใด และทรงปล่อยท่านกลับสู่มาตุภูมิอย่างสง่างาม
มหากาพย์บูรณะวัดสวนดอก (พ.ศ. ๒๔๗๔)
หลังจากพ้นมลทิน ครูบาศรีวิชัยได้อุทิศชีวิตที่เหลือให้แก่งานสาธารณกุศลและการฟื้นฟูพุทธสถานโบราณที่รกร้าง จนได้รับสมญานามว่า "นักบุญแห่งล้านนา" ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) และพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้อาราธนานิมนต์ท่านมาเป็นประธานในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดสวนดอกครั้งประวัติศาสตร์
ในวันพฤหัสบดี แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ (เหนือ) พ.ศ. ๒๔๗๔ มหาชนนับหมื่นคนได้หลั่งไหลมาร่วมลงแรงขุดรากฐาน สร้าง พระวิหารหลวงวัดสวนดอก ขนาดมหึมา กว้าง ๑๒ วา ๒ ศอก ยาว ๓๓ วา มีเสาคอนกรีตและไม้สักรองรับถึง ๕๖ ต้น พร้อมบูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ใหญ่และกำแพงแก้ว ในแต่ละวันมีสาธุชนเดินทางมาช่วยงานวันละ ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๐๐๐ คน ใช้เงินบริจาครวมทั้งสิ้น ๖๕,๔๐๖ รูปี (เงินแถบ) โดยใช้เวลาสร้างอย่างน่าอัศจรรย์เพียง ๘ เดือนเท่านั้น พร้อมทั้งหล่อพระพุทธรูปทองเหลืองขนาดเท่าองค์ท่านสององค์ประดิษฐานไว้ในพระวิหาร
มหาปาฏิหาริย์ถนนขึ้นดอยสุเทพ (พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๗๘)
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่สะเทือนประวัติศาสตร์สยาม คือการสร้าง ถนนขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเริ่มลงจอบแรกเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ทางราชการในสมัยนั้นเคยวางแผนงบประมาณไว้มหาศาลแต่ไม่สามารถสร้างได้ ทว่าครูบาศรีวิชัยใช้เพียงสองมือเปล่า จอบ เสียม และบุ้งกี๋ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่บาทเดียว พลเมืองชาวเหนือและพี่น้องชนเผ่าจากทั่วสารทิศต่างนำเสบียงอาหารมาเอง และช่วยกันขุดเจาะถากถางภูเขาหินผาระยะทางกว่า ๑๑ กิโลเมตร จนแล้วเสร็จภายในเวลาอันเหลือเชื่อเพียง ๕ เดือน กับ ๒๒ วัน และเปิดให้รถยนต์คันแรกแล่นขึ้นสู่ดอยสุเทพได้ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘
ครูบาศรีวิชัยถึงแก่มรณภาพอย่างสงบ ณ วัดบ้านปาง เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ รวมสิริอายุได้ ๖๐ ปี พรรษา ๔๒ มีการเก็บรักษาร่างของท่านไว้ถึง ๓ ปี ก่อนอัญเชิญมาประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่ามกลางคลื่นมหาชนเรือนแสน อัฐิธาตุของท่านได้รับการแบ่งออกเป็น ๖ ส่วน ส่งไปประดิษฐาน ณ สถูปกู่สำคัญ ๕ จังหวัดในภาคเหนือ โดยส่วนที่ ๒ ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ กู่ครูบาศรีวิชัย ทางทิศใต้ของพระวิหารหลวง วัดสวนดอก แห่งนี้