ประวัติวัดสวนดอก ตอนที่ ๖: ยุคฟื้นฟูนครเชียงใหม่ พระเจ้ากาวิละ และมหากุศลพระราชชายา เจ้าดารารัศมี สถาปนากู่เจ้านายฝ่ายเหนือ
ย้อนรอยประวัติวัดสวนดอก ตอนที่ ๖: ยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ สมัยพระเจ้ากาวิละ และมหากุศลพระราชชายา เจ้าดารารัศมี สถาปนากู่เจ้านายฝ่ายเหนือ
การฟื้นคืนชีพของพระอารามหลวงในยุคพระเจ้ากาวิละ
หลังจากนครเชียงใหม่ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่ามายาวนานกว่าสองศตวรรษ วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ ได้ทรุดโทรมลงจนเกือบกลายเป็นวัดร้างกลางป่ารกชัฏ ครั้นเมื่อ พระเจ้ากาวิละสุริยวงศ์ ขับไล่อริราชศัตรูและกอบกู้เอกราชคืนสู่ล้านนาได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๓๕๗ ได้ทรงฟื้นฟูสมณศักดิ์และการปกครองสงฆ์ขึ้นใหม่ ทรงสถาปนายกย่อง พระมหาวชิรปัญญา (มหาป่าอรัญญวาสี) แห่งวัดสวนดอก ขึ้นเป็น "ครูบาพระมหาราชครูมหาเถระ" ดำรงตำแหน่งประมุขสงฆ์สูงสุดแห่งนครเชียงใหม่
ต่อมาในสมัย เจ้าหลวงคำฝั้น (สุภัทรา) เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระยาอุปราช ได้ทรงบูรณะหอมณเฑียรธรรมสำหรับเก็บรักษาคัมภีร์พระไตรปิฎก และเมื่อทรงลาผนวชจากวัดเชียงมั่นเพื่อเสด็จขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ ได้จัดขบวนราชรถหลวงแห่มายังวัดสวนดอกเพื่อรับการประสิทธิ์ประสาทพรจากท่านมหาราชครู จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าหลวงพุทธวงศ์ (มหาขนาน) ได้นำคณะเจ้านายบุตรหลานขึ้นยกยอดฉัตรทองคำประดิษฐานเหนือองค์พระบรมธาตุเจดีย์วัดสวนดอก
ในบั้นปลายชีวิต พระมหาราชครูวชิรปัญญาได้ปลีกวิเวกไปสร้างสำนักสงฆ์ปฏิบัติธรรมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งต่อมากลายเป็น "วัดสวนดอกน้อย" ท่านจำพรรษาและเจริญสมณธรรมจนกระทั่งมรณภาพในสิริอายุ ๘๔ ปี หลังจากนั้นวัดสวนดอกได้เข้าสู่ภาวะซบเซาชั่วคราว มีเพียง "สาธุเจ้าอุปาละ" คอยเฝ้ารักษาพระวิหารพระเจ้าเก้าตื้อท่ามกลางดงหญ้าที่ขึ้นปกคลุม
พระราชกรณียกิจครั้งประวัติศาสตร์: การสถาปนากู่เจ้านายฝ่ายเหนือ (พ.ศ. ๒๔๕๒)

จุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ของวัดสวนดอกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เมื่อ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงพิจารณาเห็นว่า สถูปบรรจุอัฐิ (กู่) ของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่และพระประยูรญาติแห่งราชตระกูล "ณ เชียงใหม่" ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายบริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิง (แถบตรอกข่วงเมรุ หรือตลาดวโรรสในปัจจุบัน) เริ่มตกอยู่ในสภาพไม่สมพระเกียรติ เนื่องจากตัวเมืองขยายตัวกลายเป็นย่านการค้าที่จอแจ
พระราชชายาฯ จึงทรงมีพระดำริให้ประกอบพิธีอัญเชิญพระอัฐิของอดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทุกพระองค์ ตั้งแต่ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร (พระเจ้ากาวิละ) ลงมาจนถึงพระบิดาของพระองค์ (พระเจ้าอินทวิชยานนท์) ย้ายมาประดิษฐานรวมกันอย่างสมพระเกียรติ ณ บริเวณลานด้านทิศตะวันตกขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดสวนดอก พร้อมทั้งโปรดให้สร้างสถูปเจดีย์ศิลปะล้านนาผสมผสานตะวันตกสีขาวบริสุทธิ์ครอบพระอัฐิ เรียกว่า "กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ"
การตัดสินพระทัยครั้งนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนพื้นที่สุสานริมน้ำปิงให้กลายเป็นตลาดสดใจกลางเมือง (ตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย) เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของราษฎรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสถาปนาวัดสวนดอกให้กลายเป็น "ปูชนียสถานและสุสานหลวงแห่งราชวงศ์ล้านนา" ที่ศักดิ์สิทธิ์และสง่างามตราบจนปัจจุบัน