บทที่ ๕: มิตรภาพยั่งยืนสร้างสรรค์ สายใยธรรมร่วมสำนัก หลวงตามหาบัว – หลวงพ่อจันทร์ กุสโล
บทที่ ๕ มิตรภาพยั่งยืนสร้างสรรค์: ย้อนรอยสายสัมพันธ์ ๖๐ ปี หลวงตามหาบัว – หลวงพ่อจันทร์ กุสโล ตำนานมุ้งหนึ่งหลัง และมหากรรมผ้าป่าช่วยชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕
ปฐมบทแห่งมิตรภาพและตำนาน "มุ้งหนึ่งหลัง" (พ.ศ. ๒๔๘๓)
ความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) แห่งวัดป่าบ้านตาด กับพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร มิได้เริ่มต้นขึ้นในวัยชรา หากแต่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่ครั้งที่ทั้งสองยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม ร่ำเรียนพระปริยัติธรรมร่วมสำนักเดียวกัน ณ วัดเจดีย์หลวง ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๒๔๘๔
หลวงตามหาบัว (เกิดเมื่อ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ณ จังหวัดอุดรธานี) ได้เดินทางติดตามพระอาจารย์ของท่านคือพระญาณดิลก (พิมพ์ ธมฺมธโร / ต่อมาคือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์) จากวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ขึ้นมาศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ณ วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ในเวลานั้น พระภิกษุบัวพักอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับพระอาจารย์พิมพ์ โดยไม่มีแม้กระทั่งมุ้งกางนอน ต้องทนทุกข์ทรมานถูกยุงเมืองเหนือกัดตลอดทั้งคืน
เมื่อพระมหาจันทร์ กุสโล (ซึ่งขณะนั้นเพิ่งสำเร็จเปรียญธรรม ๔ ประโยค และสอบนักธรรมเอกได้) สังเกตเห็นความยากลำบากของสหธรรมิกหนุ่มรุ่นพี่ จึงได้จัดหามุ้งหลังใหม่นำไปถวายแก่พระภิกษุบัวด้วยความเอื้ออาทร เหตุการณ์เล็กๆ แต่เปี่ยมด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์นี้ ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือชีวประวัติว่า "นับแต่นั้นมา ทั้งสองรูปจึงนับถือกันฉันพี่น้อง เสมือนหนึ่งเกิดจากท้องมารดาเดียวกัน"
สามมิติแห่งสายสัมพันธ์: ศิษย์ร่วมสำนัก ครูเดียวกัน และสหธรรมิก
ความสัมพันธ์ของพระมหาเถระทั้งสองรูปสามารถจำแนกออกได้เป็น ๓ มิติที่เหนียวแน่น:
- ศิษย์ร่วมสำนัก: พำนักจำพรรษา ร่วมฉันภัตตาหาร และท่องบ่นคัมภีร์บาลีไวยากรณ์ด้วยกันที่วัดเจดีย์หลวง
- ศิษย์ครูเดียวกัน: ทั้งสองรูปถวายตัวเป็นศิษย์ในท่านเจ้าคุณพระญาณดิลก (พิมพ์ ธมฺมธโร) โดยพระญาณดิลกเป็นทั้งพระอาจารย์ผู้สอนธรรมของพระมหาบัว และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ผู้ให้การอุปสมบทแก่พระมหาจันทร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐
- สหธรรมิกผู้เคารพในธรรม: หลวงตามหาบัวมีพรรษาแก่กว่าพระมหาจันทร์ ๔ พรรษา หลวงตามักปรารภอย่างเมตตาว่า "เราเป็นเพื่อนกัน แต่ต่อมาท่านจันทร์ก็พยายามยกให้เราเป็นอาจารย์ให้ได้" ครั้งหนึ่งเมื่อมาเชียงใหม่ พระมหาจันทร์เคยนิมนต์หลวงตามหาบัวไปฉันภัตตาหารที่บ้านโยมมารดา ณ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นการส่วนองค์
ต่างวิถีธุระ แต่บรรจบที่ประโยชน์ชาติ
เมื่อสำเร็จการศึกษาเบื้องต้น (หลวงตามหาบัวสอบได้ ป.ธ.๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔, พระมหาจันทร์สอบได้ ป.ธ.๕) ทางเดินแห่งศาสนกิจของทั้งสองรูปได้แยกออกเป็น ๒ ขั้วแห่งการเสียสละ:
- หลวงตามหาบัว มุ่งสู่วิปัสสนาธุระ: ปฏิเสธตำแหน่งครูสอนบาลีและงานบริหาร ละทิ้งชีวิตเมืองมุ่งหน้าสู่ป่าเขาลำเนาไพร ปวารณาตัวเป็นศิษย์ติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จนกระทั่งบรรลุธรรมอันบริสุทธิ์ กลายเป็นเสาหลักชัยและประมุขทางจิตวิญญาณของสายพระป่ากรรมฐานทั่วประเทศ
- พระพุทธพจนวราภรณ์ มุ่งสู่คันถธุระและการปกครอง: ปวารณาตัวรับภาระงานคณะสงฆ์ เป็นครูสอนบาลี เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เจ้าคณะภาค ๔-๕-๖-๗ (ธรรมยุต) และอุทิศตนเพื่อสังคมสงเคราะห์ โดยก่อตั้งโรงเรียนเมตตาศึกษาและมหาวิทยาลัยสงฆ์ล้านนา
แม้จะเดินคนละเส้นทาง ทว่าเป้าหมายสุดท้ายคือการยังประโยชน์แก่พระศาสนาและมวลมนุษยชาติอย่างเสมอกัน
มหากรรมผ้าป่าช่วยชาติ และการพบกันครั้งประวัติศาสตร์ (พ.ศ. ๒๕๔๕)
สายใยมิตรภาพกว่า ๖๐ ปี ได้กลับมาปรากฏเป็นรูปธรรมอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อพระธรรมดิลก (จันทร์ กุสโล) ได้มีหนังสืออาราธนานิมนต์หลวงตามหาบัว เดินทางขึ้นมาเยือนเชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อร่วมงานสมโภชพระธาตุเจดีย์หลวง และเป็นประธานทอดผ้าป่าช่วยชาติ
ในวันที่ ๒–๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ณ ลานพระธาตุเจดีย์หลวง หลวงตามหาบัวได้เดินทางมาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์วิหารบูรพาจารย์ และอัญเชิญอัฐิธาตุหลวงปู่มั่นขึ้นสู่บุษบก ขณะที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีทอดผ้าป่าช่วยชาติ โดยมหาชนชาวล้านนาได้ร่วมบริจาคทองคำแท่งและเงินดอลลาร์สมทบเข้าคลังหลวงอย่างมหาศาล สะท้อนภาพมิตรภาพอันบริสุทธิ์ของสองบูรพาจารย์ ที่ผนึกกำลังกอบกู้ทั้งวิญญาณและชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์