บทที่ ๖: ความเป็นมาอัฐิธาตุและทันตธาตุหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จากเพลิงสลายขันธ์ สู่ตำนานโกศลับกุฏิจงจิตร ๑
บทที่ ๖ อัฐิธาตุและฟันกรามหลวงปู่มั่น: ปริศนาฟันกรามที่ถูกลืม พ.ศ. ๒๔๘๕ บัญชีแบ่งอัฐิตัดสินประวัติศาสตร์ และการเปิดโกศหินอ่อนกุฏิจงจิตร ๑
ปฐมเหตุแห่งทันตธาตุ: การลืมไว้บนหิ้งพระ (พ.ศ. ๒๔๘๕)
เบื้องหลังอันน่าอัศจรรย์ของ "ฟันกราม (ทันตธาตุ)" ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร มีจุดเริ่มต้นย้อนหลังไปในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นเตรียมตัวออกเดินทางจากเชียงใหม่กลับคืนสู่ภาคอีสาน ในเวลานั้น ท่านได้เมตตามอบฟันกรามซี่หนึ่งให้แก่พระอ่อนสี สุเมโธ (ต่อมาคือพระครูศีลขันธ์สังวร วัดพระงามศรีมงคล จังหวัดหนองคาย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากดูแลรับใช้องค์ท่าน
ทว่า ด้วยความรีบร้อนในการจัดเตรียมบริขารเพื่อออกเดินทางติดตามหลวงปู่มั่น พระอ่อนสีจึงได้ลืมฟันกรามซี่นั้นทิ้งไว้บนหิ้งพระในกุฏิสงฆ์วัดเจดีย์หลวง พระปลัดเกตุ วณฺณโก ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้พบเข้า จึงได้อัญเชิญมาเก็บรักษาไว้อย่างเคารพสูงสุด จนกระทั่งกลายมาเป็นมรดกธรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับสายธารอัฐิธาตุในเวลาต่อมา
มหกรรมการแบ่งอัฐิธาตุ ณ วัดป่าสุทธาวาส (๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓)
ภายหลังการประชุมเพลิงสรีระสังขารของหลวงปู่มั่น ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์เมื่ออัฐิธาตุของท่านเริ่มแปรสภาพเป็นพระธาตุแก้วผลึกหลากสี ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ คณะกรรมการสงฆ์นำโดยพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล), พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม, และพระอาจารย์เทศก์ เทสรังสี ได้ดำเนินการแบ่งอัฐิธาตุให้แก่วัดต่างๆ ทั่วประเทศกว่า ๒๐ จังหวัด
ในบันทึกบัญชีประวัติศาสตร์ ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า คณะสงฆ์ภาคเหนือมีผู้แทนลงนามรับมอบอัฐิธาตุเพียง ๒ รูปเท่านั้น ได้แก่:
- ลำดับที่ ๗: พระปลัดเกตุ วณฺณโก ลงนามรับมอบเพื่อนำมาประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่
- ลำดับที่ ๘: พระปลัดทองสุก ธมฺมคุตฺโต ลงนามรับมอบเพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดหนองดู่ จังหวัดลำพูน
พระปลัดเกตุ วณฺณโก ซึ่งเป็นพระภิกษุเพียงรูปเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่มั่นทำหน้าที่เป็น "พระอุปัชฌาย์" บวชให้โดยตรงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้นำอัฐิธาตุส่วนที่ ๗ นี้กลับคืนสู่นครเชียงใหม่ และนำมารวมเก็บรักษาไว้คู่กับฟันกรามในกุฏิสงฆ์
ปริศนาโกศหินอ่อนในกุฏิจงจิตร ๑
พระปลัดเกตุได้ทำหน้าที่เป็นภัณฑาคาริกดูแลทรัพย์สมบัติของวัดเจดีย์หลวงอย่างเงียบสงบ ท่านเก็บรักษาอัฐิธาตุไว้ในกุฏิจงจิตร ๑ ภายในห้องนอน มีโกศโบราณ ๒ ใบตั้งอยู่บนหลังตู้เอกสาร:
- โกศไม้สัก: บรรจุอัฐิธาตุขนาดเล็ก ๔ องค์ และขนาดเท่าเมล็ดถั่วอีก ๔ องค์ (ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้ย้ายมาบรรจุในโกศแก้วเนื่องจากยอดโกศไม้เดิมถูกหนูกัดแทะชำรุด)
- โกศหินอ่อนสีขาว: บรรจุฟันกราม, อัฐิธาตุสีขาวบริสุทธิ์หลายองค์ และหินสีดำสี่เหลี่ยมขนาดยาว ๒ เซนติเมตร กว้าง ๑ เซนติเมตร ที่ห่อไว้ด้วยผ้าเหลืองโบราณและสำลี
เมื่อพระปลัดเกตุมรณภาพลงเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ความลับเรื่องที่ซ่อนของอัฐิธาตุและฟันกรามจึงเกือบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา โดยไม่มีพระสงฆ์รูปใดในวัดล่วงรู้เลยว่า สิ่งที่วางอยู่บนหลังตู้เอกสารเก่าในกุฏิจงจิตร ๑ คืออัญมณีแห่งโลกวิญญาณ
การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ (มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔)
จุดเปลี่ยนแห่งการค้นพบเกิดขึ้นเมื่อพระครูโสภณกวีวัฒน์ ได้รับมอบหนังสือ "กองทัพธรรม สายวิปัสสนาธุระ" จากพระครูปลัดธรรมจริยวัฒน์ เมื่อเปิดอ่านถึงหน้า ๓๗ ได้พบภาพถ่ายและข้อความบรรยายอย่างชัดเจนว่า: "อัฐิและฟันกรามของพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระธาตุ พระเกตุ วณฺณโก วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ เป็นผู้เก็บรักษาไว้"
ข้อความดังกล่าวจุดประกายให้พระครูโสภณกวีวัฒน์รีบไปตรวจสอบบนหลังตู้เอกสารในกุฏิจงจิตร ๑ ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เมื่อเปิดฝาโกศหินอ่อนออก ก็ได้พบกับฟันกรามและอัฐิธาตุสีขาวบริสุทธิ์ที่แปรสภาพเป็นพระธาตุแก้วผลึกส่องประกายวาววับอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ต่อมาในวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญและผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์มาร่วมพิสูจน์ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตะลึงและปีติศรัทธาไปทั่วแผ่นดิน
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอัฐิธาตุหลวงปู่มั่นอีกส่วนหนึ่งที่พระปลัดเกตุเคยมอบให้แก่พระมหาสุขุม (พระครูสุขุมบุญญวัฒน์) บรรจุไว้ใต้ฐานพระบัวเข็ม ณ วัดล้านนาญาณสังวราราม อ.จอมทอง และอีก ๑ องค์ที่เก็บรักษาไว้โดยนายทองสุก บุญยมัติ อดีตปลัดอำเภอแม่แตง ซึ่งต่อมาได้นำมาถวายคืนแด่เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อนำมารวมประดิษฐาน ณ บุษบกทองคำในวิหารบูรพาจารย์ตราบจนปัจจุบัน
