บทที่ ๗: โชติการามไขขาน ประทีปสถูป ๒,๐๐๐ วา ปริศนา ๗ เจ้าอาวาสพยางค์เดียว และผังจักรวาลมณฑลวัดเจดีย์หลวง
บทที่ ๗ โชติการามไขขาน: ย้อนรอยประทีปสถูป ๒,๐๐๐ วา กำเนิดวัดพันเตา ปริศนา ๗ เจ้าอาวาสนามพยางค์เดียว และพญานาควัดแสนฝาง
ปริศนาแห่งนาม "โชติการาม": แสงประทีป ๒,๐๐๐ วา
ก่อนที่มหาชนจะเรียกขานว่า "วัดเจดีย์หลวง" ตามขนาดอันมหึมาขององค์พระธาตุ พระอารามหลวงแห่งนี้มีนามดั้งเดิมที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า "วัดโชติการาม" หรือ "ราชกุฏาคาร" สถาปนาขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย ที่มาของนามอันไพเราะนี้ปรากฏในตำนานโบราณ ๒ นัย:
- คำทำนายของชายชรา ๑๒๐ ปี: ในอดีตกาลก่อนการสร้างวัด มีชายชราอายุยืนถึง ๑๒๐ ปี เกิดความเลื่อมใสได้เปลื้องผ้าห่มชุบน้ำมันจุดบูชาพระเจดีย์องค์เล็ก แล้วตั้งสัจจาธิษฐานทำนายว่า "ในอนาคต บริเวณนี้จะกลายเป็นมหาอารามใหญ่ มีนามว่า โชติการาม" (อารามแห่งความรุ่งเรืองสว่างไสว)
- ประทีปสถูปพันดวง: เมื่อพญาติโลกราชและกษัตริย์ล้านนาทรงสร้างเสริมพระธาตุเจดีย์หลวงจนสูงตระหง่าน ยามค่ำคืนที่มีการตามประทีปโคมไฟนับพันดวงบูชาพระธาตุ แสงสว่างไสวจะพวยพุ่งสะท้อนเนื้ออิฐและทองจังโก แลดูดั่งแท่งเทียนยักษ์เสียดฟ้า ที่สามารถมองเห็นรัศมีเจิดจรัสได้ไกลถึง ๒,๐๐๐ วา (๔ กิโลเมตร) ชาวเมืองจึงขนานนามว่า "โชติการาม"
มณฑลผังจักรวาล ๕ เขต และกำเนิด "วัดพันเตา"
โครงสร้างดั้งเดิมของวัดโชติการาม สะท้อนการจำลองจักรวาลทัศน์พุทธศาสนา โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๕ ส่วนมณฑล:
- เขตพุทธาวาส (ศูนย์กลาง): เป็นที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์หลวง พระวิหารหลวง พระอุโบสถ พระนอน และวิหารเสาอินทขิล ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วโบราณ
- สังฆาวาสพันเตา (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ): ปัจจุบันคือวัดพันเตา กำเนิดขึ้นจากพื้นที่ซึ่งพระนางติโลกะจุฑาทรงตั้ง "เตาหลอมทองสำริดนับพันเตา" เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๕๔ เพื่อหล่อพระอัฏฐารส สูง ๑๘ ศอก
- สังฆาวาสสุขมิ้น (ทิศตะวันออกเฉียงใต้): ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเมตตาศึกษา
- สังฆาวาสสบฝาง หรือ ป่าฝาง (ทิศตะวันตก): ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศาลากาญจนาภิเษก
- สังฆาวาสหอธรรม (ทิศเหนือ): ปัจจุบันคือคณะหอธรรม แหล่งเก็บคัมภีร์ใบลานประวัติศาสตร์ล้านนา
ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เข้ามาฟื้นฟูวัด ได้รวมเขตสังฆาวาสทั้ง ๓ ทิศ (สุขมิ้น, สบฝาง, หอธรรม) ผนวกเข้ากับพุทธาวาสเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันเนื้อที่กว่า ๓๒ ไร่ คงเหลือเพียงวัดพันเตาที่แยกเป็นวัดเอกเทศ
ปรากฏการณ์ ๗ เจ้าอาวาส "นามพยางค์เดียว"
บทความ "เล่าสู่ฟัง" โดยขุนจร ได้ชี้ให้เห็นความอัศจรรย์ทางประวัติศาสตร์ตลอด ๘ ทศวรรษ (พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๕๔๖) แห่งการฟื้นฟูวัดเจดีย์หลวงยุคธรรมยุต ว่าเจ้าอาวาสและผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสทั้ง ๗ รูป ล้วนมี "ชื่อเดิมเป็นคำโดดพยางค์เดียว" อย่างน่าอัศจรรย์:
- จันทร์ (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ - ชาวอุบลราชธานี / อีสาน)
- มั่น (พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต - ชาวอุบลราชธานี / อีสาน)
- ทอง (พระครูนพีสีพิศาลคุณ ทอง โมสิโต - ชาวภาคกลาง)
- แหวว (พระพุทธิโสภณ แหวว ธมฺมทินฺโน - ชาวเพชรบุรี / ภาคกลาง)
- พิมพ์ (พระญาณดิลก / สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ - ชาวนครราชสีมา / อีสาน)
- ขันติ์ (พระธรรมดิลก ขันติ์ ขนฺติโก - ชาวปราจีนบุรี / ภาคกลาง)
- จันทร์ (พระพุทธพจนวราภรณ์ จันทร์ กุสโล - ชาวลำพูน / เหนือ)
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าอาวาสรูปที่ ๑ (จันทร์) และรูปที่ ๗ (จันทร์) ไม่เพียงแต่มีชื่อพยางค์เดียวตรงกัน หากแต่ยังมีปฏิปทาในการเทศนา การพัฒนาการศึกษา และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จพระราชาคณะ) เสมอกันทั้งสองรูป ดั่งบุพเพสันนิวาสแห่งธรรมที่ร้อยเรียงวัดเจดีย์หลวงไว้อย่างลึกซึ้ง
สถาปัตยกรรมและมรดกพุทธศิลป์ล้ำค่า
- พระวิหารหลวงและพญานาคครูบาปัญญา: พระวิหารหลวงหลังปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่เป็นครั้งที่ ๖ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑–๒๔๗๒ บันไดทางเข้าด้านหน้าประดับด้วยพญานาคคู่ขนาดยักษ์ ที่ทอดเลื้อยอ่อนช้อยและเกล็ดมังกรวิจิตรพิสดาร ปั้นขึ้นโดยครูบาปัญญา แห่งวัดแสนฝาง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประติมากรรมพญานาคที่งดงามที่สุดในแผ่นดินล้านนา
- พระอัฏฐารส (ยืนสูง ๘.๒๓ เมตร): พระประธานสำริดปางห้ามญาติ หล่อโดยพระนางติโลกะจุฑา พ.ศ. ๑๙๕๔ พร้อมพระอัครสาวกโมคคัลลานะ (สูง ๔.๔๓ เมตร) และพระสารีบุตร (สูง ๔.๑๙ เมตร)
- กุฏิแก้วแก้วนวรัฐ: อาคารไม้สักทองทรงโคโลเนียลผสมผสานล้านนา ๒ ชั้น มี ๓ มุข หลังคามุงกระเบื้องดินขอ สร้างถวายโดยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เพื่อเป็นกุฏิรับรองท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความศรัทธาของเจ้าหลวงองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่