บทที่ ๒: สืบชาตาเมือง – สืบชาตาบ้าน – สืบชาตาคน: ผังค่ายกลมณฑลพิธี ๕๐๐ ปี และการค้ำชะตาชีวิตล้านนา
เปิดผังค่ายกล ๕๐๐ ปี พิธีสืบชาตาเมืองเชียงใหม่สมัยพระเจ้าเมืองแก้ว การสวด ๖ พระคัมภีร์รอบเวียง สืบชาตาบ้าน และกระโจมสามขาค้ำชีวิต
ปริศนาคัมภีร์ ๕๐๐ ปี: การสืบชาตาเมืองในรัชสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว
การสืบชาตามิใช่เป็นเพียงพิธีกรรมส่วนบุคคล แต่ในอดีตคือ "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางจิตวิญญาณของรัฐ" นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้ค้นพบเอกสารปั๊บหนังสาโบราณจากนายคำฟู ขุนแก้ว เปรียญ (บ้านเหมืองผ่า อ.แม่ริม) ซึ่งบันทึกระเบียบพิธีสืบชาตาเมืองเชียงใหม่อายุเก่าแก่กว่า ๕๐๐ ปี ในรัชสมัย พระเจ้าเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) กษัตริย์องค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย
ในยุคโบราณ เมื่อบ้านเมืองเกิดทุพภิกขภัย ข้าศึกประชิด หรือเกิดอาเพศดาวหางตก เจ้าเมืองจะระดมเสนาอำมาตย์และปราชญ์ราชบัณฑิตจัดทำพิธีสืบชาตาเมือง เพื่อฟื้นฟูอำนาจเทวารักษ์และปลุกขวัญไพร่ฟ้า โครงสร้างพิธีกรรมได้วาง "ผังค่ายกลมณฑลจักรวาล" กระจายกำลังขุนนางและเครื่องเซ่นไหว้ไปประจำจุดยุทธศาสตร์ทั่วพระนคร:
- สะดือเมืองและแกนกลางจักรวาล: แสนท่องเป็นหัวหน้าทำพิธี ณ ใจกลางเวียงเชียงใหม่; แสนหนังสือนำเครื่องบูชาไปยังเสาอินทขีล (หลักเมืองเดิมที่วัดสะดือเมือง); ทิพสวนแฮคุมการบูชาพระเจ้าตนพ่อและช้างมงคลรอบพระเจดีย์หลวง ๘ เชือก
- เทวารักษ์มหาขุนเขาและปฐมกษัตริย์: แสนนนเป็นหัวหน้านำเครื่องเซ่นไปบวงสรวงเทวอาลักษณ์ ณ ดอยหลวงเชียงดาว; แสนสะหลีคุมการบูชาเทวอาลักษณ์พญามังรายมหาราช
- ป้อมมุมเมืองทั้งสี่ (แจ่งเมือง): แจ่งศรีภูมิ (แสนเมืองบูชาศรีเมือง), แจ่งขะต๊ำ (แสนขวัญบูชาอุสาหะเมือง), แจ่งกู่เรือง (พระยาเด็กชายบูชากาลกิณีเมือง เพื่อสะกดสิ่งชั่วร้าย), แจ่งหัวริน (พวกดาบบูชาอายุเมือง)
- ประตูเมืองทั้งห้าและเทวบุตรรักษาประตู: ประตูช้างเผือกด้านเหนือ (ท้าวกว้านและสวนพิทักษ์ บูชาเทวบุตรขันธรักขิโต), ประตูท่าแพด้านตะวันออก (ต่อวีและคำบ่อจาย บูชาเทวบุตรสุรักขิโต), ประตูเชียงใหม่และประตูสวนปรุงด้านใต้ (ต่อออและช่างประตูดำ บูชาเทวบุตรไชยภุมโม), ประตูสวนดอกด้านตะวันตก (ต่อนาหลวง บูชาเทวบุตรสุรชาโต)
การประสานพุทธเวท: มหกรรมสวดคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์รอบเวียง
ความอัศจรรย์ของพิธีสืบชาตาเมืองคือการเชื่อมโยงไสยเวทเข้ากับพุทธานุภาพ พระบรมวงศานุวงศ์ได้อัญเชิญ พระเสทังคมณี (พระแก้วขาว) จากวัดเชียงมั่น มาประดิษฐานเป็นประธานมณฑลพิธี ณ กลางเมือง พร้อมกันนั้นได้นิมนต์พระเถระประจำวัดที่มีนามมงคล เทศนาคัมภีร์ใบลานสำคัญ ๖ คัมภีร์พร้อมเพรียงกันในเวลาเดียว:
- วัดเชียงยืน: เทศน์คัมภีร์ศาลาวะลี (๓ ผูก)
- วัดดวงดี: เทศน์คัมภีร์มังคลัตถทีปนี (๓ ผูก)
- วัดชัยพระเกียรติ: เทศน์คัมภีร์นครัฏฐาน (๑ ผูก)
- วัดพระสิงห์: เทศน์คัมภีร์บารมี (๑ ผูก)
- วัดชัยสถาน: เทศน์คัมภีร์อุณหัสสวิชัย (๑ ผูก)
- วัดโชติการาม (วัดเจดีย์หลวง): เทศน์คัมภีร์นครฐาน (๑ ผูก)
มีการโยงเส้นด้ายสายสิญจน์จากพระประธานกลางเวียง เวียนรอบกำแพงเมือง ป้อมค่าย และซุ้มประตูเมืองทั้ง ๒๗ จุด ขุนนางมัคนายกจะกล่าวคำโอกาสบวงสรวงอย่างไพเราะ ก่อนที่พระสงฆ์จะประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระนคร ปัดเป่าเสนียดจัญไรให้สิ้นซาก
สืบชาตาบ้าน: สถาบัน "หอเสื้อบ้าน" และ "ฮอมครัว"
ลดหลั่นลงมาจากระดับรัฐ คือ การสืบชาตาบ้าน (สืบชาตาหมู่บ้าน) ซึ่งมักจัดขึ้นปีละครั้งในช่วงก่อนเข้าพรรษาหรือหลังสงกรานต์ ศูนย์กลางของพิธีอยู่ที่ "หอเสื้อบ้าน" หรือศาลารวมใจประจำทางแยกสามแพร่งสี่แพร่งของหมู่บ้าน
เสน่ห์ของพิธีสืบชาตาบ้านอยู่ที่กระบวนการทางสังคมที่เรียกว่า "ฮอมครัว" ใน "วันดา" (วันเตรียมงาน) ชาวบ้านทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน จะนำข้าวสาร พริก เกลือ กล้วย อ้อย หมากพลู และเงินทองมากองรวมกัน เพื่อจัดสำรับเลี้ยงพระและทำเครื่องบัตรพลีบูชาเสื้อบ้านเสื้อเมือง เป็นกุศโลบายหลอมรวมความสามัคคี ลบช่องว่างทางชนชั้น และร่วมกันนำเสื้อผ้าของคนในครอบครัวมาประพรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล
สืบชาตาคน: ซุ้มกระโจมสามขาและสะพานข้ามเคราะห์
ในระดับปัจเจกชน การสืบชาตาคน มักประกอบขึ้นบน "เติ๋น" (ห้องโถงเรือนไม้) ในวาระวันเกิด ครบรอบวัยวิกฤต หายป่วย หรือเมื่อ "หมอเมื่อ" (หมอดูพื้นบ้าน) ทักว่าชะตาตก
สัญลักษณ์หลักยังคงยึดตามขนบโบราณ:
- กระโจมสามขา: ใช้ไม้ค้ำยาวเท่าตัว ๓ ท่อน กางเป็นกระโจม นั่งอยู่กึ่งกลาง โยงสายสิญจน์จากศีรษะไปยังบาตรน้ำมนต์หน้าพระพุทธรูป
- สะพานไม้รวก (ขัวแตะ): สะพานลวดเงินลวดทองและไม้รวกผูกขนาบ เปรียบประดุจสะพานพาดข้ามขุมนรกและอุปสรรคชีวิต
- เครื่องประกอบอายุ: ไม้ง่ามขนาดเล็ก (กิ่งไม้จี้) ตัดยาว ๑ ศอก จำนวนเท่าอายุจริงบวกหนึ่ง, กระบอกข้าว, กระบอกทราย, กระบอกน้ำ, เบี้ยแถว, หมากแถว, และเสื่อหมอนใหม่
- การส่งเคราะห์: ก่อนเริ่มสืบชาตา จะต้องทำพิธี "ขันต้าวทั้งสี่" (ท้าวจตุโลกบาล) เพื่อสะเดาะเคราะห์เก่าทิ้งไปก่อน แล้วจึงเริ่มรับศีล ฟังเทศน์ ๑ กัณฑ์ และผูกข้อมือรับพรใหม่ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการชุบชีวิตตามคติล้านนา