บทที่ ๑๒: ประเพณีส่งเคราะห์: ศาสตร์ปั๊บสาของอาจารย์หนาน ถาดสะตวงสี่แพร่ง และการเจรจาต่อรองกับพญามัจจุราช
เจาะลึกประเพณีส่งเคราะห์ล้านนา ศาสตร์ปั๊บสาของอาจารย์หนาน ถาดสะตวงสี่แพร่ง ตุง ๔ สี และมหากาพย์การต่อรองกับผีร้ายและปู่แถนย่าแถน
เมื่อโอสถพ่ายแพ้ต่ออำนาจมืด: กำเนิดพิธีส่งเคราะห์
ในสังคมล้านนาโบราณ เมื่อบุคคลในครอบครัวล้มป่วยเรื้อรังถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ และการเยียวยาด้วยสมุนไพรของหมอพื้นบ้านไม่ทุเลาลง ญาติพี่น้องจะหันเข้าหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณด้วยการไปหาหมอดูเพื่อ "ดูเมื่อ" (ตรวจดูชะตาราศี) นายสงวน โชติสุขรัตน์ ชี้ให้เห็นว่า ตามคติโบราณ อาการเจ็บป่วยร้ายแรงมักเกิดจากสองสาเหตุหลัก คือ การต้องพระเคราะห์ (ดาวร้ายเสวยอายุ) หรือ การถูกภูตผีปีศาจรบกวนข่มเหง
ทางออกเดียวตามจารีตคือการประกอบพิธี "ส่งเคราะห์" (การส่งสิ่งอัปมงคลออกไปจากตัว) เพื่อบวงสรวงเซ่นสรวงเทพยดาอารักษ์และวิญญาณร้ายให้คลายความโกรธเกรี้ยว ปัดเป่าเภทภัยร้ายให้แปรเปลี่ยนเป็นความสวัสดี
ธรรมนูญแห่งอาจารย์: กฎเหล็ก "หนาน" และถาด "สะตวง" สี่แพร่ง
พิธีส่งเคราะห์มิใช่สิ่งที่ใครจะทำได้ตามใจชอบ จารีตล้านนากำหนดคุณสมบัติของ "อาจารย์ผู้ทำพิธี" ไว้อย่างเคร่งครัด:
- อาจารย์จะต้องเป็น "หนาน" (อดีตพระภิกษุผู้บวชเรียนจนแตกฉาน) เท่านั้น ห้ามมิให้ใช้ "น้อย" (อดีตสามเณร) เป็นอันขาด ดังสุภาษิตล้านนาที่ว่า "บ่ดีเอาน้อยเป็นอาจารย์ บ่ดีเอาหนานเป็นแก่วัด" เนื่องจากหนานเป็นผู้ผ่านการฝึกฝนจิตใจในพระธรรมวินัย มีความสุขุมเยือกเย็น และเชี่ยวชาญพระเวทไสยศาสตร์เป็นที่เคารพยำเกรงของภูตผี
- ก่อนเริ่มงาน เจ้าภาพต้องทำพิธี "ตั้งขัน" (ยกครู) ถวายผ้าขาว ผ้าแดง หมากพลู บุหรี่ เงินค่าครู และที่ขาดไม่ได้คือ สุรา ๑ ขวด ซึ่งอาจารย์จะรินดื่มพอเป็นพิธีเพื่อสังเวยครูบาอาจารย์
อุปกรณ์หัวใจของพิธีคือ "สะตวง" หรือกระทงสี่เหลี่ยมที่ทำจากกาบกล้วยสด กว้างยาวตั้งแต่ ๑ คืบ จนถึง ๒ ศอก ภายในบรรจุ:
- หุ่นปั้นดินเหนียว: ปั้นเป็นรูปคน (ตัวแทนคนป่วย) และสัตว์ต่างๆ เช่น วัว ควาย เสือ งู ไก่ ช้าง
- ตุง ๔ สี: ธงกระดาษสามเหลี่ยมขนาดเล็ก เสียบก้านไม้ เฉพาะสีขาว สีแดง สีดำ และสีเหลือง ตามจำนวนที่ตำราระบุ (เช่น ๓, ๖, ๙ หรือ ๑๒ ตัว)
- เครื่องบัตรพลี: อาหารคาวหวาน พริก เกลือ ผลไม้ และที่สำคัญ หากเป็นการส่งเคราะห์ผีกะยักษ์ จะต้องใส่ "เนื้อสัตว์ดิบสดๆ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ" ลงไปด้วย
วาทศิลป์ข้ามภพภูมิ: โองการขับไล่ผีตะกละตะกลาม
เมื่อจัดเตรียมสะตวงเสร็จสิ้น อาจารย์หนานจะยกสะตวงขึ้นทูนเหนือศีรษะ แล้วนำออกไปวาง ณ ทางสามแพร่งหรือทางสี่แพร่ง นอกหมู่บ้าน ในทิศอัปมงคลตามดวงชะตาของผู้ป่วย อาจารย์จะพาดผ้าขาวม้าเฉียงบ่า จุดธูปเทียน เปิดตำรา ปั๊บหนังสา และเริ่มร่าย "โองการส่งเคราะห์" ด้วยน้ำเสียงดังกังวาน น่าเกรงขาม
สำนวนโองการมีทั้งการประนีประนอมและการขับไล่อย่างเด็ดขาด:
- หากเป็นผีร้ายตะกละตะกลาม อาจารย์จะก่นด่าและสั่งสำทับว่า: "สูเป็นผีตะกละตะกลาม อยากกินก็จงกินเครื่องเซ่นเหล่านี้เสียให้พอ แล้วจงหนีไปเสียทางอื่น อย่าได้กลับมารบกวนลูกหลานอีก จงนำเอาโรคภัยไข้เจ็บของคนป่วยไปให้สิ้น!"
- จากนั้นจะกล่าวคำขอขมา (สูมาคารวะ) ว่าหากผู้ป่วยเคยล่วงเกินโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขอจงอโหสิกรรม เมื่ออ่านโองการจบ อาจารย์จะทิ้งสะตวงไว้ ณ จุดนั้น ปล่อยให้นก กา และสุนัขเข้ามากินเศษอาหาร เป็นสัญลักษณ์ว่าผีร้ายได้รับเครื่องเซ่นไปหมดสิ้นแล้ว จากนั้นจึงกลับมาทำพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญผู้ป่วยที่บ้าน
"ส่งแถน": ศาสตร์แห่งการต่อรองกับบรรพชนชั้นฟ้า
ในบรรดาการส่งเคราะห์ทั้งหมด ล้านนาถือว่า "การส่งแถน" เป็นเคราะห์กรรมที่ร้ายแรงและแก้ยากที่สุด คำว่า "แถน" เพี้ยนมาจากคำว่า "เทียน" หมายถึง ท้องฟ้าหรือสรวงสวรรค์
ชาวไทยวนเชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนมีบรรพบุรุษดึกดำบรรพ์สถิตอยู่บนชั้นฟ้า เรียกว่า "ปู่แถน ย่าแถน" ผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายและดลบันดาลให้ลูกหลานเจ็บไข้ได้ป่วยถึงแก่ชีวิต หากทำผิดจารีตประเพณี การส่งแถนจึงเป็นการจัดเครื่องเซ่นชั้นสูงเพื่อกราบทูลขอขมาลาโทษต่อองค์ปู่แถนย่าแถน หากพระองค์ทรงให้อภัย โทษหนักถึงตายก็จะเบาบางและหายเป็นปลิดทิ้ง แต่หากไม่ทรงยกโทษให้ ผู้ป่วยก็จะต้องถึงแก่ความตายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง พิธีส่งเคราะห์จึงเป็นกลไกทางจิตวิทยาและไสยศาสตร์ที่ผสานความกลัวในธรรมชาติเข้ากับสายใยแห่งความกตัญญูต่อบรรพชนอย่างทรงพลัง