บทที่ ๓: ทานข้าวสลาก กิ๋นก๋วยสลาก สลากโชค และมหาทานสลากย้อมแห่งสตรีชาวยอง
เจาะลึกประเพณีกิ๋นก๋วยสลากล้านนาโบราณ คติการจารึกเส้นสลาก มหาทานสลากโชคจำลองเรือนทิพย์ และสลากย้อมสูงเสียดฟ้าแห่งสตรีชาวยอง
มหาทานแห่งสายน้ำและพงศาวลี: ลำดับศักดิ์ของอาราม
ประเพณีทานข้าวสลาก หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า "กิ๋นก๋วยสลาก" (สลากภัต) เป็นเทศกาลทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งใหญ่ในฤดูสารท เริ่มต้นตั้งแต่วันเพ็ญเดือน ๑๒ เหนือ (ราวเดือนกันยายน) เรื่อยไปจนถึงสิ้นเดือนเกี๋ยง (ตุลาคม) จารีตแต่โบราณมี "ลำดับเกียรติของวัด" อย่างเคร่งครัด ในเชียงใหม่ วัดทั้งหลายจะยังจัดงานสลากไม่ได้จนกว่า วัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นปฐมอารามที่พญามังรายทรงสร้างจะจัดขึ้นก่อน เช่นเดียวกับลำปางที่จะต้องเริ่มต้นที่ วัดปงยางคก อารามต้นกำเนิดแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร (เจ้าเจ็ดตน) และลำพูนจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย
ก่อนวันงานหนึ่งวันคือ "วันดา" ฝ่ายชายจะลงมือจักตอกสาน "ก๋วย" (ชะลอมทรงกระบอก) หลายสิบลูก ฝ่ายหญิงจะเตรียมหุงต้มอาหารและห่อเสบียงแห้งกรุลงก๋วย เช่น พริก หอม กระเทียม เกลือ กะปิ ปลาร้า ห่อนึ่งไก่-ปลา ข้าวต้มมัด สีย้อมผ้า มะเขือส้ม กล้วย อ้อย หมาก พลู ยาเส้น และเสียบเงินธนบัตรเป็น "ยอดสลาก" ไว้บนก้านไม้ไผ่
ศาสตร์แห่ง "เส้นสลาก" และความรื่นเริงในลานวัด
หัวใจของพิธีกรรมคือ "เส้นสลาก" ทำจากแผ่นใบลานหรือกระดาษสายาว จารึกชื่อเจ้าภาพและคำอุทิศกุศล ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ เจตนาหลัก:
- ทานไว้กับตนตัวภายหน้า: การถวายทานเพื่อสะสมเป็นคลังสมบัติทิพย์ล่วงหน้าไว้ให้ตนเองเมื่อละโลกนี้ไป
- ทานอุทิศถึงผู้ล่วงลับ: จารึกชื่อญาติ เช่น "ผู้ข้าหนานเสนา นางบุ ขอทานไว้ถึงนางจันตา ผู้เป็นแม่ที่ล่วงลับ ขอหื้อไปรอดไปถึงจิมเต่อฯ"
เมื่อรวบรวมเส้นสลากทั้งหมดไว้หน้าพระประธานในวิหาร มัคนายก (อาจารย์วัด) จะนับจำนวนพระสงฆ์สามเณรที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆ แล้วแบ่งเส้นสลากออกเป็นกองๆ เท่ากัน โดยหักส่วนหนึ่งไว้เป็น "สลากของพระเจ้า" (สลากของวัด) เงินยอดสลากของพระเจ้าจะเข้ากองกลางเพื่อบูรณะวัด ส่วนของกินของใช้จะแบ่งปันให้พระเณรและ "ขะโยมวัด" (เด็กวัด) อย่างทั่วถึง
ความสนุกสนานจะปะทุขึ้นเมื่อพระสงฆ์แยกย้ายไปนั่งตามร่มไม้รอบวัด แล้วส่งเสียงขานชื่อบนเส้นสลาก หรือให้เด็กวัดตะโกนก้อง: "ศรัทธาหนานใจยวงศ์ บ้านเหนือวัด มีไหนเหอ!" ชาวบ้านนับร้อยนับพันจะหิ้วก๋วยสลากเดินเบียดเสียดตามหาพระสงฆ์ผู้ถือเส้นสลากของตนอย่างโกลาหลและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม หนุ่มสาวใช้โอกาสนี้ช่วยกันถือชะลอมตามหาเส้นสลากเพื่อผูกมิตรไมตรี เมื่อพบแล้ว พระสงฆ์จะอ่านทบทวนข้อความบนใบลาน รับก๋วยสลาก และอนุโมทนาให้พร
สลากโชค: อัครทานจำลองเรือนทิพย์
สำหรับคหบดีผู้มีอันจะกิน จะไม่จำกัดตนอยู่เพียงก๋วยชะลอมเล็กๆ แต่จะสร้าง "สลากโชค" ซึ่งสร้างจำลองเป็นรูปเรือนไม้ขนาดย่อม ภายในตกแต่งด้วยเครื่องเรือน หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วยชาม เสื่อสาด หมอนมุ้ง ไม้กวาด ผ้าทอ และมีต้นกล้วยต้นอ้อยผูกประดับรอบเรือน พร้อมยอดเงินทำบุญเรือนร้อยเรือนพันบาท
ในบางตระกูล เจ้าภาพจะนำแก้วแหวนเงินทอง สร้อยคอทองคำ และเข็มขัดนากของจริงมาประดับแขวนไว้บนสลากโชคเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว เจ้าภาพจะขอ "บูชาคืน" (ไถ่ถอนด้วยเงินสดเข้าวัด) โดยมีความเชื่อมั่นว่า อานิสงส์แห่งการสละทรัพย์ล้ำค่านี้ จะส่งผลให้ตนได้ไปเสวยวิมานและเครื่องประดับทิพย์ในสวรรค์ชั้นฟ้า
สลากย้อม: เสาเอกแห่งพรหมจรรย์และเกียรติยศสตรีไทยอง
ในเขตจังหวัดลำพูน โดยเฉพาะชุมชน ไทยอง (ไทลื้อจากเมืองยอง) เช่น บ้านประตูป่า บ้านปิง และบ้านอุโมงค์ ปรากฏมรดกวัฒนธรรมที่วิจิตรที่สุดในโลก นั่นคือ "สลากย้อม"
สลากย้อมเป็นมหาทานบารมีที่สงวนไว้เฉพาะ "หญิงสาวโสดผู้บริสุทธิ์" เท่านั้น หญิงสาวชาวยองจะเริ่มเก็บหอมรอมริบเงินทองและทอผ้าตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาว เมื่อสะสมทุนรวงได้พร้อมและเติบโตเต็มที่ จึงจะจัดสร้างสลากย้อมขึ้น:
- ตัวสลากทำเป็นเสาไม้หรือต้นไม้สูงลิ่วถึง ๔–๕ วา (๘–๑๐ เมตร) ยอดบนสุดกางร่มสังกะสีหรือร่มผ้าแพร
- ลำต้นพันด้วยฟางข้าวเป็นฟ่อนๆ สำหรับปักเสียบเครื่องไทยทาน ผลไม้ ของใช้สตรี กระจก หวี ด้าย ไหมพรม และเครื่องประดับเงินทองที่ย้อมสีสันฉูดฉาดตระการตา
- คติโบราณของชาวยองถือมั่นว่า "หญิงใดที่ยังไม่ได้ทานสลากย้อม ยังไม่สมควรแต่งงานมีครอบครัว" การทานสลากย้อมจึงเป็นหมุดหมายแห่งเกียรติยศสูงสุดในชีวิตสตรี แสดงถึงความพร้อม ความเพียรพยายาม และความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เมื่อได้ถวายทานสลากย้อมแล้ว จึงจะถือว่าพร้อมเข้าสู่ชีวิตสมรสและมีชีวิตครอบครัวที่ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป