บทที่ ๔: แอ่วสาว – เสียผี: สุนทรียศาสตร์แห่งการเกี้ยวราตรี คัมภีร์กวีคำเครือ และกฎหมายผีบรรพบุรุษล้านนา
เจาะลึกจารีตแอ่วสาวล้านนาโบราณ ดนตรีซึงสะล้อ วรรณศิลป์คำเครือเกี้ยวพาราสี และกฎเหล็กการเสียผีบรรพบุรุษเพื่อปกป้องสิทธิ์สตรี
โบราณคติแห่งผีตระกูล: รากฐานความศักดิ์สิทธิ์ของเรือนกาย
ในสายตาของชาวล้านนาโบราณ ร่างกายและศักดิ์ศรีของสตรีมิได้เป็นเพียงกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล หากแต่เป็น "พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ภายใต้ความคุ้มครองของผีบรรพบุรุษ" (ผีปู่ย่าตายาย) นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบสังคมล้านนายึดถือสายตระกูลผ่านฝ่ายหญิงเป็นหลัก ทุกครัวเรือนจะมี "หอผี" ประจำบ้านเพื่อสักการะดวงวิญญาณของบรรพชนผู้ล่วงลับ โดยมีผู้อาวุโสสูงสุดในตระกูลที่เรียกว่า "เก้าผี" ทำหน้าที่เป็นประมุขในการสื่อสารกับโลกวิญญาณ
เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์หรือมีงานมงคล ลูกหลานและเขยสะใภ้จะมาชุมนุมกัน ณ เรือนของเก้าผี เพื่อทำพิธีเซ่นสรวงด้วยหัวหมู เป็ด ไก่ ขนม สุรา ดอกไม้ธูปเทียน เพื่อขอขมาลาโทษและเสริมสิริมงคล คติผีบรรพบุรุษนี้เองที่เป็นเสาหลักค้ำจุนระเบียบความประพฤติและระบบคุณธรรมทางเพศของคนเมืองมาอย่างยาวนาน
สุนทรียศาสตร์แห่ง "การแอ่วสาว": ดนตรี ปฏิภาณกวี และเงามืดหลังเสาเรือน
ในยามค่ำคืนหลังเสร็จสิ้นภารกิจทำไร่ไถนา หนุ่มสาวล้านนาจะได้รับอิสระในการเลือกคู่ครองอย่างเปิดเผย แต่ต้องดำเนินไปอย่างเคร่งครัดภายใต้กรอบของระบบผี บรรดาชายหนุ่มจะประทินโฉม หวีผมเรียบ ทัดแป้ง และหยิบเครื่องดนตรีคู่ใจ เช่น ซึง หรือ สะล้อ ดีดสีคลอเคล้าไปตามทางเดินดินในหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่เรือนของหญิงสาวที่ตนพึงใจ เรียกว่า "การแอ่วสาว" (เที่ยวหาสาว)
หญิงสาวจะแต่งกายงดงาม นั่งรออยู่บน "เติ๋น" (ชานเรือนไม้เปิดโล่งสำหรับรับแขก) และแสร้งทำงานฝีมือแก้เขินอาย เช่น ปั่นด้ายทอผ้า หรือผ่าหมากเสียบเป็นสาย บิดามารดาของฝ่ายหญิงจะหลบเข้าไปนอนในห้องชั้นในเพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้สนทนากันโดยไม่รบกวน ธรรมเนียมการแอ่วสาวจะไม่เริ่มก่อน ๒๐.๐๐ น. (เพื่อมิให้ไปขัดจังหวะเวลารับประทานอาหารเย็น) และมักยาวนานไปจนถึงตีสองตีสาม ยามเดินทางกลับ หนุ่มๆ จะส่งเสียงขับลำนำรักที่เรียกว่า "การจ๊อย" ก้องกังวานไปตามราวป่าเพื่อพรรณนาถึงความรักหรือตัดพ้อหญิงคนรัก
สิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดคือการประลองคารมด้วย "คำเครือ" หรือบทกวีเกี้ยวพาราสี โดยฝ่ายหญิงมักเลือกนั่งหลบอยู่ในเงามืดหลังเสาเรือน ทำให้ฝ่ายชายมองเห็นหน้าไม่ชัดเจน หนุ่มๆ จึงต้องใช้ไหวพริบหาอุบายเข้าไปใกล้ เช่น แกล้งขอจุดไฟสูบบุหรี่ หนุ่มสาวล้านนาโบราณสามารถต่อโคลงกลอนค่าวฮ่ำที่จำมาจากวรรณคดีชั้นครู เช่น ผลงานของ พญาพรหมโวหาร ได้อย่างคมคาย เช่น คำเครือเปรียบเปรย:
- "คนงามเพิ่นตึงนั่งลับเสา คนบ่เลา (คนไม่หล่อ) เพิ่นตึงนั่งกลางเบ่ง"
- "ปากว่าแท้ น้ำใจ่บ่ต๋ามฟู เอางาม น้ำใส ช่วยหน้า" (ปากพูดหวานซึ้ง แต่น้ำใจไม่จริงแท้ ดุจเอาน้ำใสล้างหน้าให้ดูดีเพียงภายนอก)
กฎเหล็ก "การผิดผี": อรรถคดีข้ามธรณีประตูและการเสียผี
แม้จะได้รับอิสระในการเกี้ยวพาราสี แต่ล้านนามีกฎเหล็กที่เด็ดขาด: ห้ามมิให้มีการล่วงเกินทางเพศโดยเด็ดขาดจนกว่าจะตกลงปลงใจเป็นคู่รักคู่ชีวิตกัน
การถูกเนื้อต้องตัว จับมือถือแขน หรือลวนลามโดยฝ่ายหญิงไม่ยินยอม ถือเป็นการ "ลบหลู่เหยียดหยามผีบรรพบุรุษ" อย่างร้ายแรง สังคมจะไม่ให้อภัย ชายผู้นั้นจะถูกรุมประณาม และถูกดำเนินคดีทั้งทางกฎหมายบ้านเมืองและศาลจารีต ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมิได้แตะต้องตัวสตรีเลยแม้แต่น้อย แต่หากชายหนุ่มก้าวล่วงล้ำข้าม "ข่มประตู" (ธรณีประตูห้องนอน) เข้าไปในเขตหวงห้าม ก็ถือว่ามี "ความผิดฐานผิดผี" ทันที เพราะถือว่าล่วงล้ำวิมานของผีเรือน
เมื่อเกิดเหตุผิดผี จะต้องเข้าสู่กระบวนการ "เสียผี" (หรือใส่ผี) เพื่อบวงสรวงขอขมาต่อผีปู่ย่าตายาย ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ กรณี:
- ใส่เอา: เกิดการผิดผีโดยทั้งสองฝ่ายมีความรักและยินยอมพร้อมใจกัน ฝ่ายชายจะนำสำรับเครื่องบัตรพลี (หัวหมู ไก่ ขนม สุรา ดอกไม้ธูปเทียน) พร้อมเงินค่าผี (เดิมใช้เงินรูเปียหรือเงินเจียง ปัจจุบันเป็นเงินบาท) ไปมอบให้แก่ "เก้าผี" เพื่อขอขมาและสู่ขอเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามประเพณี
- ใส่ไม่เอา: ชายหนุ่มล่วงเกินแต่หญิงสาวไม่ประสงค์จะร่วมชีวิตด้วย ฝ่ายชายก็ยังคงต้องเสียผีเพื่อล้างมลทิน แต่จ่ายค่าปรับเพียงกึ่งหนึ่งของอัตราเต็ม เพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายและกอบกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลฝ่ายหญิง
การเสียผีจึงมิใช่เรื่องของการซื้อขายสตรี หากแต่เป็นเครื่องมือทางสังคมที่แยบยลยิ่ง ในการควบคุมความประพฤติของบุรุษ ให้เกียรติในเรือนกายของสตรี และรักษาสมดุลแห่งศีลธรรมของชุมชนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขตลอดมา