บทที่ ๕: ตุง: พุทธศิลป์แห่งศรัทธา ธงทิวข้ามมิติ และมหากาพย์การฉุดวิญญาณพ้นนรก
เจาะลึกศาสตร์แห่งตุงล้านนาโบราณ ตุงดอยตุง ๑๖ กิโลเมตร อานุภาพฉุดวิญญาณพ้นนรกภูมิ และปริศนาธรรมตุงสามหางนำศพสู่สุคติ
อภิปรัชญาแห่ง "ตุง" และความสัมพันธ์กับเจดีย์ทราย
คำว่า "ตุง" ในภาษาล้านนา ตรงกับคำว่า "ปฏากะ" ในภาษาบาลี หรือที่ภาคกลางเรียกว่า "ธงตะขาบ" ส่วนธงสามเหลี่ยมขนาดเล็กชาวเหนือจะเรียกว่า "ช่อ" (ออกเสียงเป็น จ๊อ)
ในเทศกาลสงกรานต์ เมื่อชาวบ้านขนทรายเข้าวัดในวันเน่าและก่อเป็นเจดีย์ทราย ยอดเจดีย์ทรายจะถูกปักประดับด้วยช่อกระดาษสามเหลี่ยมและตุงกระดาษหลากสีสัน คัมภีร์ใบลานโบราณแสดงอานุภาพแห่งการถวายตุงไว้อย่างลึกซึ้งว่า มนุษย์เมื่อดับขันธ์ลง หากมีเศษกรรมจนต้องพลัดตกไปสู่นรกภูมิ ชายธงและชายตุงที่ตนเคยถวายบูชาไว้ในพระพุทธศาสนา จะทอดตัวยาวลงไปในขุมนรก โอบอุ้มและช้อนดวงวิญญาณของผู้บริจาคทานให้หลุดพ้นจากเปลวไฟแห่งยมโลกขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ในงานฉลองสมโภชเสนาสนะหรืองาน "ปอยหลวง" ชาวล้านนาจะสร้าง "ตุงไชย" (ตุงใย) ซึ่งเป็นตุงทอด้วยเส้นฝ้าย ไหม หรือผ้าแพร ผืนกว้างราว ๒๐ นิ้ว และยาวถึง ๓–๔ วา (๖–๘ เมตร) ปักเรียงรายหน้าวัดและริมถนนทอดยาวเป็นระยะทางไกลนับกิโลเมตร สลับกับ "ช่อช้าง" (ธงสามเหลี่ยมผืนใหญ่) เพื่อเป็นหมายบอกทางให้ผู้แสวงบุญทราบว่ามีงานกุศลอันยิ่งใหญ่
ตำนานดอยตุง: ตุงทิพย์ ๑๖ กิโลเมตรแห่งนครเชียงตุง
ตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งพุทธศิลป์นี้ บันทึกไว้ใน ตำนานพระธาตุดอยตุง (อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) เมื่อราว พ.ศ. ๕๖๒ ในรัชสมัยพระเจ้าอุชุตราช:
- พระมหากัสสปเถระ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระอุรังคธาตุ (กระดูกไหปลาร้า) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประดิษฐานบนยอดดอย
- ทรงสร้าง "ตุงทองคำทิพย์" ขนาดยาวถึง ๑ โยชน์ (๑๖ กิโลเมตร) และผืนตุงยาว ๗,๐๐๐ วา (๑๔ กิโลเมตร) กว้าง ๕,๐๐๐ วา (๑๐ กิโลเมตร) คลี่สะบัดบูชาพระบรมธาตุ
- ประชาชนทั่วสารทิศแลเห็นชายตุงทิพย์ปลิวไสวอยู่เหนือทิวเขา จึงขนานนามดอยแห่งนั้นว่า "ดอยตุง" และเมืองในหุบเขาที่แลเห็นยอดตุงนี้ จึงได้รับนามสืบมาว่า "เมืองเชียงตุง"
อานิสงส์ฉุดพ้นขุมนรก: อภินิหารจากคัมภีร์สังขยาโลกและพงศาวลีเงินยาง
นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้ประมวลเรื่องเล่าจากคัมภีร์สังขยาโลกและตำนานเมืองหิรัญนครเงินยางศรีเชียงแสน ชี้ให้เห็นถึงอำนาจลึกลับของตุงในการไถ่ถอนดวงวิญญาณ:
- ภิกษุผู้เกิดเป็นตุ๊กแก: พระภิกษุรูปหนึ่งเกิดจิตผูกพันในท่อนไม้แห้งก่อนมรณภาพ ทำให้ต้องไปปฏิสนธิเป็นตุ๊กแกอาศัยอยู่ในโพรงไม้นั้นเป็นเวลานาน ต่อมาได้เข้าฝันญาติโยมให้ช่วยสร้าง "ตุงเหล็ก ตุงตอง" (ทำด้วยเหล็กหรือทองเหลือง) ถวายเข้าวัด อานิสงส์แห่งทานนี้จึงช่วยปลดเปลื้องวิญญาณของท่านจากอัตภาพสัตว์เลื้อยคลานให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง
- พรานเบ็ดและพระเจ้าตนหลวง: นายพรานผู้ล่าสัตว์และฆ่าปลามานานกว่า ๓๐ ปี วันหนึ่งเดินทางผ่านวัดศรีโคมคำ เมืองพะเยา แลเห็นตุงผ้าสะบัดพริ้วอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (พระเจ้าตนหลวง) เกิดจิตเลื่อมใส จึงกลับบ้านไปเย็บเศษผ้าทำเป็นตุงมาถวายบูชา ครั้นสิ้นชีวิต ยมบาลกำลังจะจับโยนลงกระทะทองแดง ทันใดนั้น ตุงผืนที่เขาเคยถวายได้เหาะลงมาพันร่างของเขา ช้อนอุ้มพ้นจากนรกพาขึ้นสู่สวรรค์ทันที
- คนตกเพดานตาย: ในปี จ.ศ. ๙๐๘ ชาวบ้านคนหนึ่งปีนขึ้นไปผูกตุงรูปภาพบูชาบนเพดานวิหาร แล้วพลัดตกลงมาคอหักตายคาที่ ชายตุงผืนนั้นได้รับร่างและวิญญาณของเขา ลอยตรงไปยังพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพริบตา
ตุงสามหาง: ปรัชญาแห่งการจำนนต่อมัจจุราชและไตรสรณคมน์
ในพิธีศพของชาวล้านนา สิ่งที่ต้องถือเดินนำหน้าขบวนหามศพไปสู่ป่าช้าคือ "ตุงสามหาง" ทำด้วยกระดาษสาหรือผ้าดิบสีขาว กว้างประมาณ ๒–๓ คืบ ยาวกว่า ๑ เมตร ชายผ้าด้านล่างตัดแยกออกเป็น ๓ แฉก
โบราณาจารย์แฝงปริศนาธรรมอันลึกซึ้งไว้ ๒ ประการ:
- การยอมจำนนต่อพระยามัจจุราช: ธงสีขาวเป็นสัญลักษณ์สากลของการยอมแพ้ เตือนสติว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจน ย่อมต้องพ่ายแพ้ต่อความตายในที่สุด
- ไตรสรณคมน์คือสะพานรอดเดียว: ชายหางทั้ง ๓ แฉก เป็นสัญลักษณ์แทน พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สื่อความหมายว่า ในวาระสุดท้ายที่จิตต้องละทิ้งเรือนกาย มีเพียงคุณแห่งพระรัตนตรัยเท่านั้นที่จะเป็นยานพาหนะนำพาดวงวิญญาณข้ามผ่านวัฏสงสารไปสู่สุคติภูมิได้อย่างแท้จริง