บทที่ ๖: ลอยกระทง – ตามประทีป (ฉบับสมบูรณ์): มหากาพย์ลอยโขมดพันปี อหิวาตกโรคหริภุญชัย พิธีจองเปรียง และการถอดรหัสนางนพมาศ
คลี่คลายประวัติศาสตร์ลอยกระทงล้านนา กำเนิดลอยโขมดพันปีจากอหิวาตกโรคหริภุญชัย พิธีจองเปรียง และการถอดรหัสนางนพมาศ
ปฐมบทแห่งอหิวาตกโรค: มหากาพย์การอพยพและกำเนิด "ลอยโขมด"
นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้นำหลักฐานจาก พงศาวดารโยนก และ คัมภีร์ชามเทวีวงศ์ มาคลี่คลายความจริงทางประวัติศาสตร์ว่า ประเพณีลอยกระทงในดินแดนภาคเหนือมีอายุเก่าแก่กว่า ๑,๐๐๐ ปี โดยมีจุดกำเนิดย้อนกลับไปใน จุลศักราช ๓๐๔ (พ.ศ. ๑๔๘๕) ในรัชสมัยพระยาจุเลราชแห่งนครหริภุญชัย (ลำพูน)
ในกาลนั้น ได้เกิดโรคระบาดใหญ่คือ "โรคห่า" (อหิวาตกโรค) คร่าชีวิตผู้คนในหริภุญชัยล้มตายลงเป็นอันมาก ราษฎรชาวหริภุญชัยซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มอญโบราณ จึงต้องพากันทิ้งบ้านเรือนอพยพลี้ภัยไปพึ่งพิงเมืองสุธรรมวดี (เมืองสะเทิม) ในแดนรามัญ ต่อมาเมื่อพระเจ้าภุกามราชแห่งพุกามยกทัพมาตีเมืองสะเทิมและกวาดต้อนผู้คน ชาวหริภุญชัยจึงต้องอพยพหนีต่อไปอาศัยอยู่ร่วมกับพระเจ้าหงสาวดีในเมืองหงสาวดี (พะโค) เป็นเวลานานถึง ๖ ปี จนเกิดความผูกพัน แต่งงาน และมีบุตรหลานสืบสายเลือดร่วมกับชาวหงสาวดี
เมื่อทราบข่าวว่าโรคห่าในหริภุญชัยสงบลง ชาวเมืองส่วนหนึ่งที่ยังคิดถึงบ้านเกิดจึงเดินทางกลับคืนสู่แผ่นดินเดิม ทว่าหลายคนจำต้องพลัดพรากจากภรรยา สามี และบุตรที่ยังคงตกค้างอยู่ในหงสาวดี ดังนั้น เมื่อเวียนมาบรรจบถึงวันเพ็ญเดือนยี่เป็ง (เดือน ๑๒) ชาวหริภุญชัยจึงได้จัดแต่งธูปเทียน ข้าวปลาอาหาร และเครื่องสักการะใส่ลงในสะเปา (แพ) หรือกระทง จุดไฟสว่างไสว แล้วปล่อยให้ลอยล่องไปตามแม่น้ำปิงและแม่น้ำกวง เพื่อส่งความคิดถึงและอุทิศกุศลไปยังบรรพชนและญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลในแดนมอญ แสงไฟระยิบระยับที่ลอยล่องบนผิวน้ำดุจพรายน้ำนี้เอง จึงถูกขนานนามในประวัติศาสตร์ว่า "ประเพณีลอยโขมด" (การลอยไฟ)
วิวัฒนาการจากพราหมณ์สู่พุทธ: พิธีจองเปรียงและรอยพระพุทธบาทนัมมทา
ในมิติเปรียบเทียบศาสนา ผู้เขียนได้อัญเชิญข้อวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (จากหนังสือพิมพ์สยามรัฐ พ.ศ. ๒๔๙๘) และกฎมณเฑียรบาล มาอธิบายว่า ประเพณีลอยกระทงตามประทีปมีรากเหง้าดั้งเดิมมาจากศาสนาพราหมณ์ นั่นคือ "พิธีจองเปรียง"
- คำว่า "เปรียง" แปลว่า ไขข้อโค พราหมณ์จะนำไขข้อโคมาทาเสาโคมและฟั่นเทียน จุดโคมไฟยกขึ้นแขวนไว้บนเสาสูงเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม (พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์) ตลอด ๓ วัน เมื่อครบกำหนดจึงปลดโคมลงมาลอยน้ำ ซึ่งเป็นต้นแบบของการลอยประทีป
- ต่อมาเมื่อสยามและล้านนารับเอาพุทธศาสนาเถรวาทเข้ามาอย่างลึกซึ้ง พระมหากษัตริย์และราษฎรจึงได้ "แปลงสาระแห่งพิธีกรรม" จากการบูชาเทพเจ้าพราหมณ์ ให้กลายเป็นการบูชาพระรัตนตรัย โดยถือว่าการลอยกระทงคือ การบูชารอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐาน ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา (Nammatha) ในนาคพิภพ ตามบทสวดภาษาบาลีโบราณ: "มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ อะสุกายะ นัมมะทายะ นะทิยา ปุเลเน ฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง ปูเชมะ..." (ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชารอยพระพุทธบาทของพระมุนีเจ้า อันประดิษฐานอยู่เหนือกองทรายในแม่น้ำนัมมทา ด้วยประทีปนี้...)
- พร้อมกันนั้น การจุดโคมไฟตามบ้านเรือนและการปล่อยโคมลอยขึ้นสู่ท้องนภา ก็ได้รับการนิยามใหม่ว่าเป็นการส่งแสงสว่างไปบูชา พระเกศแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
การถอดรหัสมายาคตินางนพมาศ และสัจธรรมที่เหลือรอด
นายสงวน โชติสุขรัตน์ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของสังคมว่า นางนพมาศ (ท้าวศรีจุฬาลักษณ์) มิใช่ผู้ริเริ่มหรือผู้ประดิษฐ์ประเพณีลอยกระทง เพราะประเพณีการลอยประทีปโคมไฟมีหลักฐานปรากฏอยู่ในล้านนาและสุโขทัยมาก่อนยุคของนางนานนับร้อยปี
บทบาทที่แท้จริงของนางนพมาศ พระสนมเอกในรัชสมัยสมเด็จพระร่วงเจ้า คือการเป็น "ศิลปินนักออกแบบ" ผู้ใช้ปฏิภาณสร้างสรรค์ ดัดแปลงกระทงรูปทรงกลมธรรมดา ให้กลายเป็น "กระทงรูปดอกโกมุท (ดอกบัวบาน)" ที่วิจิตรบรรจง แย้มกลีบรับแสงจันทร์ และประดับด้วยงานแกะสลักผลพฤกษาเป็นรูปนกและหงส์ จนเป็นที่ต้องพระทัยพระร่วงเจ้าและกลายเป็นแบบอย่างสืบมา
ในบทสรุป ผู้เขียนได้สะท้อนความจริงอันน่าภาคภูมิใจว่า ในขณะที่ภาคกลางยุคปัจจุบันได้ยกเลิกพิธี "ตามประทีป" (การจุดผางประทีปตามรั้วบ้าน) และพิธีจองเปรียงไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงการลอยกระทงในแม่น้ำเท่านั้น ทว่าผืนแผ่นดินล้านนายังคงเป็นดินแดนแห่งเดียวที่สามารถ รักษาจารีตโบราณไว้ได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งสองมิติ—นั่นคือ การตามประทีปดินเผานับพันดวงตามบ้านเรือนและวิหาร, การจุดโคมผัดกลไก, การสร้างซุ้มประตูป่า, การเทศน์มหาชาติตั้งธรรมหลวง และการลอยกระทงสายน้ำ ซึ่งเป็นการประสานจิตวิญญาณแห่งลอยโขมดพันปีให้มีชีวิตสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม: เทศกาลยี่เป็ง เชียงใหม่: คู่มือมหากาพย์ประเพณีเดือนยี่และลอยกระทงฉบับสมบูรณ์