ตอนที่ ๔: ปกิณณกธรรม ปริศนาธรรม ๑๒ ข้อของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ปรัชญาพุทธตัดกระแสฤกษ์ยาม และมหาเจดีย์สะท้อนสังคม
ตอนที่ ๔ ปกิณณกธรรมวัดเจดีย์หลวง: เฉลยปริศนาธรรม ๑๒ ข้อของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พุทธปรัชญาหักล้างฤกษ์ยาม และคติธรรมมหาเจดีย์สะท้อนสังคม
ปริศนาธรรม ๑๒ ข้อของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
ในบันทึกธรรมเทศนาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านได้นำปริศนาคำกลอนโบราณ ๑๒ ประการ ที่ปราชญ์ในอดีตผูกไว้มาเฉลยอย่างลึกซึ้ง เพื่อเปิดเปลือกกิเลสที่ห่อหุ้มจิตใจมนุษย์:
- กินเท่าไรไม่หายอยาก: ได้แก่ โลภะ ตัณหาความอยากได้อยากมี ยิ่งเสพยิ่งกระหาย ไม่มีวันอิ่ม
- นอนมากไม่รู้จักตื่น: ได้แก่ โมหะ ความหลงมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ และสังขาร ดุจคนหลับใหลที่ไม่รู้ว่าตนกำลังหลับ
- รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว: เพราะความหลง จึงยอมทำทุจริต ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์เพื่อปรนเปรอลูก เมีย หรือคนรัก ทว่าเมื่อวิบากกรรมตามสนอง ตนเองต้องก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ในนรกแต่เพียงผู้เดียว
- ของควรกลัวกลับกล้า: กรรมชั่วและนรกภูมิเป็นสิ่งที่ควรกลัว แต่มนุษย์กลับกล้ากระทำบาปอย่างไร้ยางอาย
- ของสั้นสัญญาว่าของยาว: อายุขัยมนุษย์แสนสั้นเพียง ๖๐–๗๐ ปี และไม่แน่นอน แต่กลับวางแผนกอบโกยและหวงแหนทรัพย์สินราวกับจะมีชีวิตอยู่นานนับหมื่นปี
- ปอกมะพร้าวเอาปากกัด: การจะบรรลุมรรคผลนิพพานต้องใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เข้าประหารกิเลส แต่คนเขลากลับใช้เพียง "โวหารฝีปาก" อวดอ้างตนว่ารู้ธรรมะ ย่อมไม่อาจลิ้มรสธรรมแท้ ดุจเอาปากไปกัดเปลือกมะพร้าว
- อุ้มลูกอ่อนกอดรัดไว้ไม่วาง: การประคบประหงมร่างกายเนื้อหนังจนเกินพอดี กลัวเหนื่อย กลัวหิว จนไม่กล้าถืออุโบสถศีลหรือปฏิบัติธรรม
- หลงทางไม่ไต่ถาม: ไม่รู้ทางไปนรก สวรรค์ นิพพาน แต่ดื้อดึงไม่ยอมศึกษาไต่ถามพระธรรมจากผู้รู้
- หนีจระเข้ใหญ่ไพลงน้ำ: กลัวความทุกข์ แต่กลับวิ่งไปแต่งงานมีครอบครัว ซึ่งการครองเรือนนั้นเปรียบเสมือนห้วงน้ำที่เต็มไปด้วยจระเข้แห่งความทุกข์นานาประการ
- ต้องจองจำกลับยินดี: ตัณหารักลูกเหมือนโซ่เหล็กผูกคอ, รักสามีภรรยาเหมือนกุญแจมือมัดศอก, รักทรัพย์สมบัติเหมือนตรวนเหล็กล่ามเท้า ทั้งที่เป็นเครื่องจองจำในวัฏสงสาร แต่มนุษย์กลับยินดีหลงใหล
- สู้ไพรีไม่หาอาวุธ: ข้าศึกแท้จริงคือ นายชรา นายพยาธิ นายมรณะ แต่กลับไม่เตรียม "ปัญญาวุธ" และเสบียงบุญ (ทาน ศีล ภาวนา) ไว้ต่อกร
- ใครไม่หยุดไม่ถึงพระ: "หยุด" ในที่นี้มิใช่หยุดเดิน แต่คือ หยุดความโลภ โกรธ หลง หยุดการส่ายหาพระภายนอก แล้วหันมาหยุดนิ่งที่จิตตนเอง จึงจะเข้าถึงพระพุทธเจ้าที่แท้จริง
ปรัชญาเรื่องฤกษ์ยาม โดย อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ
อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้อัญเชิญหลักพุทธพจน์มาวิเคราะห์ความเชื่อเรื่องโชคลางและฤกษ์ยามอย่างแจ่มแจ้ง:
- พระพุทธองค์ตรัสเตือนสติว่า: "คนเขลามัวแต่นับฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์ย่อมล่วงเลยไป ประโยชน์นั่นแหละเป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวบนท้องฟ้าจะทำอะไรได้"
- พุทธศาสนามิได้สอนเรื่อง "พรหมลิขิต" (พระพรหมกำหนด) หรือ "ดาวลิขิต" (ดวงดาวกำหนด) แต่สอนเรื่อง "กรรมลิขิต" (การกระทำของตนเองเป็นตัวกำหนด) การประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อใด เวลานั้นย่อมเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี และรุ่งดีเสมอ
- แท้จริงแล้ว การที่พุทธศาสนากำหนดวันสำคัญ เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา หรือวันเข้าพรรษา อิงตามกลุ่มดาวฤกษ์ ๒๗ กลุ่ม (นักษัตร) นั้น เป็นเพียงการใช้ "ท้องฟ้าเป็นปฏิทินธรรมชาติ" ตามระบบจันทรคติของอินเดียโบราณเพื่อกำหนดฤดูกาล (ร้อน ฝน หนาว) หาใช่การยึดถือว่าดวงดาวมีอำนาจดลบันดาลความดีชั่วไม่ ความดีต่างหากที่เป็นตัวนำสิ่งทั้งปวงให้ดีตาม
มองเจดีย์สะท้อนสังคม โดย พระมหาบุญไทย ปุญฺญมโน
พระมหาบุญไทยได้รำพึงธรรมขณะทอดสายตามองเงาของพระธาตุเจดีย์หลวงยามอัสดง โดยถอดรหัสโครงสร้างสถาปัตยกรรมของมหาเจดีย์เทียบเคียงกับ "บุคคล ๔ จำพวก" (บัว ๔ เหล่า) ในสังคมมนุษย์:
- ฐานเจดีย์ขนาดมหึมา: เปรียบประดุจคนระดับ "ปทปรมะ" (บัวใต้น้ำ) ผู้มืดบอด มัวเมาในกิเลสตัณหา ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่สนใจศีลธรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ค้ำยันอยู่เบื้องล่าง
- ตัวเจดีย์ที่สอบเรียวขึ้น: เปรียบเสมือนคนระดับ "เนยยะ" ผู้มีปัญญาปานกลาง พอจะแนะนำสั่งสอนได้ ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาอบรมเพื่อยกระดับจิตใจ
- ส่วนปลายเจดีย์: เปรียบเสมือนคนระดับ "วิปจิตัญญู" (บัวเสมอน้ำ) ผู้มีปัญญาดี เพียงได้รับการชี้แนะเพียงเล็กน้อยก็สามารถรู้แจ้งและปฏิบัติตนเป็นประโยชน์
- ยอดเจดีย์สูงสุด (ที่หักพังทลายลง): เปรียบเสมือนคนระดับ "อุคฆฏิตัญญู" (บัวพ้นน้ำ) หรือผู้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดสู่พระนิพพาน
ผู้เขียนชี้ให้เห็นสัจธรรมอันลึกซึ้งว่า สภาพของพระธาตุเจดีย์หลวงในปัจจุบันที่ "ไร้ยอด" นั้น เป็นดั่งภาพสะท้อนสังคมยุคปัจจุบัน ที่ฐานรากเต็มไปด้วยมวลชน แต่ "ยอดคน" หรือผู้มีคุณธรรมความดีงามระดับสูงสุดนั้น หายากยิ่งในสังคมมนุษย์
