บทที่ ๓: พระมหาศรีธรรมติโลกราช มหาราชผู้ทรงธรรม ศึกชิงแผ่นดินอยุธยา และการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก
บทที่ ๓ พระมหาศรีธรรมติโลกราช: ย้อนรอยมหาราชแห่งล้านนา ศึกสงครามกับอยุธยา การสถาปนาวัดเจ็ดยอด และสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘
กำเนิด "ท้าวลก" สู่มหาราชแห่งราชวงศ์มังราย
ในบรรดาราชบุตรทั้ง ๑๐ องค์ของพญาสามฝั่งแกน (ท้าวอ้าย, ท้าวยี่, ท้าวสาม, ท้าวไส, ท้างงั่ว, ท้าวลก, ท้าวเจ็ด, ท้าวแปด, ท้าวเก้า, ท้าวสิบ) ท้าวลก ราชบุตรองค์ที่ ๖ ผู้ประสูติในปีฉลู พ.ศ. ๑๙๕๒ ได้สำแดงความเด็ดเดี่ยวทางยุทธศาสตร์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา ทรงเข้ายึดอำนาจจากพระราชบิดา และประกอบพิธีบรมราชาภิเษกเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๙ (หรือลำดับที่ ๑๑ ตามการนับบางฉบับ) แห่งราชวงศ์มังราย ในวันอังคาร แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ (เดือน ๘ เหนือ) พ.ศ. ๑๙๘๕ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "พระมหาศรีธรรมติโลกราช" (พญาติโลกราช)
ช่วงต้นรัชกาล พระองค์ต้องเผชิญกับกบฏภายใน เมื่อท้าวซ้อย (เจ้าเมืองฝาง) ผู้เป็นอนุชา ร่วมมือกับหมื่นหาญแต่ท้อง เจ้าเมืองลำปาง และลอบส่งหนังสือลับไปขอความช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยา (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือเจ้าสามพระยา) ทว่ากองทัพล้านนานำโดย "หมื่นโลกสามล้าน" ขุนศึกคู่พระทัย สามารถตีกองทัพอยุธยาและฝ่ายกบฏจนแตกพ่ายไป
มหากาพย์สงครามล้านนา-อยุธยา และการขยายมหาอาณาจักร
รัชสมัยของพญาติโลกราชเป็นยุคสมัยแห่งการขับเคี่ยวช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจในแผ่นดินสยาม พระองค์ทรงทำศึกสงครามกับกรุงศรีอยุธยาถึง ๔–๕ ครั้ง (พ.ศ. ๑๙๘๕, ๑๙๙๐, ๑๙๙๔, ๑๙๙๕ และ ๒๐๐๓) โดยเฉพาะในรัชสมัยของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กองทัพล้านนาได้ยกเข้าตีหัวเมืองเหนือของอยุธยา เช่น เมืองสองแคว (พิษณุโลก), กำแพงเพชร, เชลียง (ศรีสัชนาลัย) และสุโขทัย การศึกอันยาวนานนี้ส่งผลสะเทือนถึงขั้นที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต้องตัดสินพระทัยย้ายศูนย์กลางการปกครองจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาประทับบัญชาการรบ ณ เมืองพิษณุโลกเป็นเวลานานถึง ๒๕ ปี
นอกจากศึกใต้ พญาติโลกราชยังทรงแผ่แสนยานุภาพขึ้นไปทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ทรงปราบปรามเมืองแพร่ น่าน ยึดครองอาณาจักรล้านช้าง (หลวงพระบาง) และปราบปรามหัวเมืองไทใหญ่ในแคว้นฉาน (เมืองนาย เมืองสีป้อ) ตลอดจนแคว้นสิบสองปันนา (เมืองยอง เมืองเชียงรุ้ง) รวมศูนย์อำนาจหัวเมืองพายัพทั้งหมดให้อยู่ใต้ร่มธงของนครพิงค์เชียงใหม่อย่างเด็ดขาด
สถาปนาวัดโพธารามมหาวิหาร และสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ (พ.ศ. ๒๐๒๐)
แม้จะทรงเป็นยอดกษัตริย์นักรบ ทว่าพญาติโลกราชกลับทรงเป็น "เอกอัครศาสนูปถัมภก" ผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์เคยทรงสละราชสมบัติออกผนวชเป็นภิกษุชั่วคราว ณ วัดป่าแดงมหาวิหาร เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๙๐ ร่วมกับกุลบุตร ๕๐๐ คน และใน พ.ศ. ๑๙๙๘ (จ.ศ. ๘๑๗) พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่อัญเชิญมาจากลังกาทวีป มาปลูกไว้ ณ ชัยภูมิด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครเชียงใหม่ สถาปนาเป็นมหาอารามนามว่า "วัดโพธารามมหาวิหาร" (ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม วัดเจ็ดยอด)
หมุดหมายสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๐๒๐ (จ.ศ. ๘๓๙) เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงเลยมาได้ ๒,๐๒๐ พรรษา พญาติโลกราชได้ทรงอาราธนาพระมหาเถระผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก นำโดย พระธรรมทินนเถระ เจ้าอาวาสวัดป่าตาล ประชุมสงฆ์กว่า ๑๐๐ รูป ทำการ "สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก" ขึ้น ณ วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) โดยใช้เวลาสอบชำระและจารึกพระคัมภีร์ลงบนใบลานนานถึง ๑ ปีเต็ม ถือเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกและครั้งประวัติศาสตร์บนแผ่นดินสยาม
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. ๒๐๒๑ พระองค์ยังทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ พระมหาเจดีย์หลวง กลางเมืองเชียงใหม่ ขยายฐานและเรือนยอดให้กว้างใหญ่ถึง ๔๕ วา สูง ๔๕ วา สถาปนาหอพระแก้วเพื่อประดิษฐาน "พระแก้วมรกต" ให้เป็นศรีแก่นคร
พญาติโลกราชเสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๙ (เหนือ) พ.ศ. ๒๐๓๐ พระชนมายุ ๗๘ พรรษา พระอัฐิธาตุของพระองค์ได้รับการบรรจุไว้ในมหาเจดีย์สถูป ณ วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) สถานที่ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นด้วยพระราชหฤทัยอันภักดีต่อพระพุทธศาสนา