บทที่ ๓: ธรรมประทีปข้ามขุนเขา: ปฐมกษัตริย์มังราย มหาสวามีเมืองพัน และอิทธิปาฏิหาริย์พระบรมธาตุปางจา
ประวัติวัดสวนดอก บทที่ ๓: เจาะลึกสายสัมพันธ์ ๓ กษัตริย์ผู้สร้างเชียงใหม่ สู่ภารกิจอัญเชิญลังกาวงศ์ และปาฏิหาริย์ขุดพบพระบรมธาตุเมืองปางจา
๑. กำเนิดนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ และสายตระกูลแห่งพญามังราย
รากฐานอันมั่นคงของวัดสวนดอก มีจุดเริ่มต้นผูกพันแนบแน่นกับประวัติศาสตร์การสร้างบ้านแปงเมืองของอาณาจักรล้านนา ย้อนกลับไปเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๙–๑๘๔๐ พญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนา ได้ทรงกรีธาทัพลงมาสร้างราชธานีแห่งใหม่ ณ เชิงดอยสุเทพ โดยทรงเชื้อเชิญพระสหายร่วมน้ำสาบานสองพระองค์ คือ พญางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา และ พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย มาร่วมปรึกษาหารือเลือกชัยภูมิอันเป็นมงคลยิ่ง ทรงร่วมกันขุดคูเมือง ก่อกำแพงปราการ และสร้างพระราชมณเฑียร ขนานนามพระนครใหม่นี้ว่า "เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"
นับแต่นั้น ราชวงศ์มังรายได้สืบสันตติวงศ์ปกครองแผ่นดินล้านนายืนยาวกว่าสองศตวรรษ มีกษัตริย์สืบราชบัลลังก์ถึง ๑๘ รัชกาล แผ่พระบารมีคุ้มเกล้าไพร่ฟ้า ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข อุดมสมบูรณ์ด้วยไร่นาธัญญาหาร และเจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาอย่างสูงสุด
ลุถึงปี พ.ศ. ๑๘๙๘ พญากือนาธรรมิกราช พระราชโอรสของพญาผายู ได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย ขณะมีพระชนมายุได้ ๔๐ พรรษา พระองค์มิเพียงทรงพระปรีชาสามารถในยุทธศาสตร์และการปกครอง แต่ยังทรงรอบรู้แตกฉานในศิลปศาสตร์นานาประการ ทั้งโหราศาสตร์ ดารานักษัตร, ศัพทศาสตร์ (ภาษาโบราณ พม่า และมอญ), นิทานอุทเทส (ประวัติศาสตร์และโบราณคดี), เพทเวทวิทยาการ ตลอดจนคชศาสตร์ชำนาญการคล้องช้างศึก พระองค์ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรมจนนานาประเทศยำเกรง ทว่าพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นที่สุด คือความมุ่งมั่นที่จะสถาปนาพระพุทธศาสนาลัทธิอันบริสุทธิ์หมดจดให้เป็นหลักชัยแก่อาณาจักร
๒. สายธารลังกาวงศ์สู่เมืองพัน: มหาสวามีอุทุมพรบุปผา
ในยุคสมัยนั้น พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ หรือฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) ซึ่งเน้นความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้แผ่ขยายจากเกาะลังกาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่ เมืองพัน (หรือดะมิมานคร / เมืองเมาะตะมะ ในเขตมอญรามัญ)
หลักฐานโบราณระบุว่า มีพระภิกษุชาวมอญเมืองพัน ๑๒ รูป ได้รับอนุญาตจากพญาสุดโสม เจ้าผู้ครองเมืองพัน ให้เดินทางข้ามมหาสมุทรไปศึกษาพระธรรมและอุปสมบทใหม่ในสำนักของพระมหากัสสปเถระ ณ ลังกาประเทศ เมื่อสำเร็จการศึกษาจึงเดินทางกลับสู่นครพัน พญาสุดโสมและชาวเมืองพันทรงปีติโสมนัสยิ่ง จึงพร้อมใจกันถวายสมณศักดิ์เถราภิเษกแด่พระอนุมติมา ผู้เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ ให้ดำรงสมณศักดิ์สูงสุดเป็น "พระอุทุมพรบุปผามหาสวามี" (เปรียบประดุจดอกมะเดื่ออันหาได้ยากยิ่งในโลก) ส่งผลให้นครพันกลายเป็นศูนย์กลางแห่งพระไตรปิฎกและลัทธิลังกาวงศ์ที่เลื่องลือไปทั่วทุกทิศานุทิศ
ความรุ่งโรจน์ของสำนักเมืองพัน ได้ดึงดูดพระภิกษุหนุ่มชาวกรุงสุโขทัย ๒ รูป คือ พระอโนมทัสสี และ พระสุมนะ ซึ่งเป็นศิษย์ของพระมหาปัพพตสังฆราชาแห่งสุโขทัย ท่านทั้งสองได้เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก ณ นครอโยธยา (อยุธยา) จนเจนจบ แต่เมื่อได้ยินกิตติศัพท์แห่งศีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์ของพระอุทุมพรบุปผามหาสวามี จึงได้จาริกมุ่งหน้าสู่เมืองพัน เพื่อขออุปสมบทแปลงเป็นพระสงฆ์ฝ่ายลังกาวงศ์ พระเถระทั้งสองพำนักศึกษาพระไตรปิฎกและข้อวัตรธุดงค์ ๑๓ ประการอยู่ ณ เมืองพันนานถึง ๕ พรรษา จนสิ้นนิสัยมุตตกะ จึงกราบลาพระอาจารย์กลับคืนสู่กรุงสุโขทัย
กาลต่อมา พระเถระทั้งสองได้นำพาพระภิกษุชาวสุโขทัยอีก ๘ รูป (อาทิ พระอานันทะ, พระพุทธสาคร, พระสุชาตะ, พระเขมะ, พระสุวัณณคีรี, พระปิยทัสสี, พระเวสสภู และพระสิทธัตถะ) เดินทางไปอุปสมบทใหม่ ณ สำนักเมืองพันอีกคำรบหนึ่ง ในครานั้น พระอุทุมพรบุปผามหาสวามีได้มอบหมายให้พระอโนมทัสสีและพระสุมนะเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้มีพุทธพยากรณ์อันลึกซึ้งว่า "พระพุทธศาสนาแบบลัทธิลังกาวงศ์นี้ จักเจริญรุ่งเรืองสถิตสถาพรในผืนแผ่นดินสยามประเทศตราบเท่า ๕,๐๐๐ พรรษา"
เมื่อพระสงฆ์ทั้งสองกลับสู่สุโขทัย พระมหาธรรมราชาลิไทยทรงเลื่อมใสในพระสุมนะอย่างยิ่ง จึงทรงพระราชทานสวนมะม่วงสร้างเป็นพระอารามฝ่ายอรัญวาสีถวาย นามว่า "วัดอัมพวาราม" (หรือวัดป่าแก้ว) เพื่อเป็นที่จำพรรษาและเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
๓. ทิพยนิมิต และการขุดค้นพระบรมสารีริกธาตุ ณ เมืองปางจา
ในราตรีหนึ่ง ขณะที่พระมหาสุมนเถระจำพรรษาอยู่ ณ วัดอัมพวาราม เทวดาผู้พิทักษ์ได้มาปรากฏในสุบินนิมิต เปล่งสุรเสียงบอกแก่ท่านว่า "ดูกรพระมหาเถระ พระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันพระยาศรีธรรมาโศกราชได้บรรจุไว้ ณ พระเจดีย์โบราณในเมืองปางจา บัดนี้พระเจดีย์นั้นได้ปรักหักพังทลายลง เหลือเพียงกอดอกเข็มต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้าน มีสัณฐานดุจม้านั่งปิดทับองค์พระบรมธาตุไว้ พระบรมธาตุเจ้าองค์นี้ทรงอานุภาพวิเศษนักหนา จักได้ไปประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญอยู่ ณ พิงคนครเชียงใหม่ ราชธานีแห่งอาณาจักรล้านนา ขอท่านจงจาริกไปอัญเชิญขึ้นมาเถิด"
ครั้นรุ่งสาง พระมหาสุมนเถระจึงถวายพระพรลาพญาลิไทย แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองศรีสัชนาลัย เพื่อแจ้งข่าวแก่พญาศรีสัชนาลัย เจ้าเมือง เมื่อพญาศรีสัชนาลัยได้สดับข่าวก็ทรงมีพระทัยปีติยินดียิ่ง โปรดให้จัดเตรียมไพร่พลและเครื่องมือขุดค้น เดินทางลึกเข้าไปยังดงร้างเมืองปางจา
ณ ที่นั้น พระมหาสุมนเถระได้ตั้งปะรำพิธี อาราธนาศีล ๕ ศีล ๘ แก่ไพร่พลผู้ร่วมขุดค้น ในยามใกล้รุ่ง พระเถระได้ขึ้นนั่งสมาธิบนอาสนะ ตั้งสัจจะอธิษฐาน ทันใดนั้น พระบรมสารีริกธาตุได้สำแดงปาฏิหาริย์ แผ่รัศมีแสงสว่างไสวเป็นสีเหลืองอร่ามพุ่งพวยขึ้นมาจากใต้กอดอกเข็มอันมีสัณฐานดุจม้านั่ง พระเถระจึงสั่งให้ปักธงเป็นเครื่องหมายไว้
รุ่งเช้า ผู้คนได้ลงมือขุดลงไปตรงจุดปักธง ขุดลึกลงไปในชั้นดินถึง ๔๔ ศอก (ประมาณ ๒๒ เมตร) ก็ได้พบอิฐโบราณและผอบศิลา เมื่อเปิดออกดูจึงพบโกศโลหะและรัตนชาติซ้อนกันเป็นชั้นๆ อย่างน่าอัศจรรย์ — ชั้นนอกสุดเป็นโกศทองเหลือง ชั้นถัดมาเป็นโกศเงิน ชั้นในเป็นโกศทองคำ และชั้นในสุดเป็นโกศแก้วประพาฬ (แก้วผลึกคริสตัล)
ภายในโกศแก้วประพาฬ ปรากฏพระบรมสารีริกธาตุสถิตอยู่ ๑ องค์ มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว สีสันวรรณะผุดผ่อง พระสุมนเถระจึงอัญเชิญสรงด้วยน้ำสุคันโธทกอันอบร่ำด้วยเครื่องหอม ในบัดดลนั้น พระบรมธาตุได้สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์ ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ ทรงเสด็จลอยวนเวียนขนานกับผิวน้ำถึง ๘ รอบ สร้างความปีติอัศจรรย์ใจแก่ไพร่พลและสาธุชนที่คุกเข่าพนมมือหลั่งน้ำตาด้วยความศรัทธา
๔. ปาฏิหาริย์เร้นลับ และชะตากรรมที่ต้องเสด็จสู่ล้านนา
เมื่อขุดพบพระบรมธาตุแล้ว พระมหาสุมนเถระจึงแจ้งข่าวสารแก่พญาศรีสัชนาลัย เจ้าเมืองทรงปีติจนน้ำพระเนตรไหล โปรดให้สร้างปราสาทไม้ประดับยอดเพื่อประดิษฐานพระบรมธาตุ ขณะที่พญาศรีสัชนาลัยเสด็จมาถึง พระบรมธาตุเจ้าได้สำแดงปาฏิหาริย์ซ้ำสอง พุ่งแสงฉัพพรรณรังสีสว่างไสวไปทั่วสารทิศ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตามหาชน
ต่อมา พญาศรีสัชนาลัยและพระสุมนเถระได้ส่งใบบอกไปยังราชสำนักสุโขทัย พญาลิไทย (พระมหาธรรมราชา) ทรงรำพึงว่า "หากพระบรมธาตุเจ้าทรงมีอานุภาพจริงแท้ดั่งคำเล่าลือ เราจักสร้างพระสุวรรณเจดีย์ทองคำอันวิจิตรขึ้นประดิษฐานพระองค์ไว้ในพระนครสุโขทัย"
พญาลิไทยจึงโปรดให้อัญเชิญขบวนพระบรมธาตุเข้าสู่กรุงสุโขทัย มีการจัดเครื่องสักการบูชาด้วยธูปเทียนบุปผามาลาอย่างสมพระเกียรติ ทว่าเมื่อพญาลิไทยทรงสรงน้ำสุคันโธทกถวาย พระบรมธาตุเจ้ากลับสงบนิ่งสนิท มิได้สำแดงอิทธิปาฏิหาริย์หรือลอยน้ำดุจดั่งที่เคยปรากฏ ณ เมืองปางจาและศรีสัชนาลัยแม้แต่น้อย!
เมื่อไม่เห็นปาฏิหาริย์ประจักษ์แก่สายตา พญาลิไทยจึงทรงคลายพระทัยศรัทธาลง ทรงรำพึงว่าพระบรมธาตุองค์นี้ชะรอยจะมิได้คู่ควรแก่การสถาปนาไว้ในกรุงสุโขทัย พระองค์จึงทรงกราบไหว้นมัสการพระมหาสุมนเถระแล้วตรัสว่า "ดูกรพระเถระ พระบรมธาตุองค์นี้ ขอท่านจงนำกลับไปเก็บรักษาไว้สักการบูชาตามอัธยาศัยเถิด"
ไม่มีผู้ใดในราชสำนักสุโขทัยล่วงรู้เลยว่า การที่พระบรมธาตุเจ้าทรง "ซ่อนเร้นปาฏิหาริย์" ต่อหน้ากษัตริย์แห่งสุโขทัยนั้น เป็นเพราะลิขิตแห่งพุทธานุภาพและทวยเทพเทวา ที่ได้กำหนดหมายให้พระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ เสด็จล่องลอยข้ามขุนเขาดอยดง เพื่อไปเป็นมิ่งขวัญศูนย์รวมจิตวิญญาณแห่ง อาณาจักรล้านนาไทย ณ พระราชอุทยานสวนดอกไม้พยอมแห่งพญากือนาธรรมิกราชในกาลเบื้องหน้า!