บทที่ ๔: ปาฏิหาริย์พระบรมธาตุแฝด: ราชทูตสู่เมืองพัน การสถาปนาวัดสวนดอก และปฐมกำเนิดพระธาตุดอยสุเทพ
ประวัติวัดสวนดอก บทที่ ๔: มหาปาฏิหาริย์พระบรมธาตุแตกองค์เป็น ๒ สู่การสถาปนาวัดสวนดอก และตำนานช้างมงคลเสี่ยงทายบนยอดดอยสุเทพ
๑. พระราชสาส์นสู่เมืองพัน และการอัญเชิญพระสุมนเถระขึ้นสู่ล้านนา
ด้วยพระราชหฤทัยที่มุ่งมั่นจะสถาปนาพระพุทธศาสนาฝ่ายพระวินัยปริยัติและสีลาจารวัตรอันบริสุทธิ์หมดจด พญากือนาธรรมิกราช กษัตริย์ผู้ทรงธรรมแห่งนครพิงค์เชียงใหม่ ได้ทรงสดับข่าวกิตติศัพท์ของ พระอุทุมพรบุปผามหาสวามี พระมหาเถระผู้เป็นประมุขสงฆ์ลังกาวงศ์ ณ เมืองพัน (เมืองเมาะตะมะ ในเขตมอญรามัญ) พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คือ หมื่นเงินกอง เป็นหัวหน้าราชทูต พร้อมด้วยอุบาสกนุ่งขาวผู้ถือศีลบริสุทธิ์ คือ ปะขาวรอด และ ปะขาวสาย เดินทางรอนแรมข้ามทิวเขาอันทุรกันดาร อัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการไปกราบอาราธนาพระมหาสวามีให้เสด็จมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังนครเชียงใหม่
เมื่อคณะราชทูตไปถึงเมืองพัน พระอุทุมพรบุปผามหาสวามีทรงมีพระชนมายุชราภาพมาก จึงมิอาจเดินทางไกลได้ แต่ได้มอบหมายให้พระสงฆ์รามัญผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน ๑๐ รูป โดยมี พระอานันทะ เป็นประธาน พร้อมด้วยสามเณรและศิษยานุศิษย์ เดินทางขึ้นสู่ล้านนาแทน ครั้นคณะสมณทูตมาถึงนครพิงค์ พญากือนาได้เสด็จออกต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ โปรดให้จัดเสนาสนะรับรอง ณ วัดโลกโมฬี (ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นวัดร้างนอกแนวกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ)
ทว่าเมื่อพญากือนาทรงอาราธนาให้คณะสงฆ์รามัญทำวินัยกรรมสมมติสีมาและให้อุปสมบทแก่กุลบุตร พระสงฆ์รามัญกลับกราบทูลความจริงว่า "ขอถวายพระพร พระมหาเถระอุทุมพรบุปผาได้อนุญาตให้ พระมหาสุมนเถระ พระสงฆ์ชาวกรุงสุโขทัยผู้เคยไปบวชแปลงในสำนักของท่าน เป็นผู้นำสายธรรมลังกาวงศ์มาประดิษฐานในแผ่นดินนี้ อาตมาภาพทั้ง ๑๐ รูปเป็นเพียงคณะผู้มาทดลองพระราชศรัทธาเท่านั้น หากมหาบพิตรมีพระราชประสงค์จะทำสังฆกรรมอุปสมบทอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามพระวินัย ขอจงส่งราชทูตไปอาราธนาพระสุมนเถระจากกรุงสุโขทัยมาเป็นประธานเถิด"
เมื่อทรงทราบความกระจ่าง พญากือนาจึงแต่งตั้งหมื่นเงินกอง ปะขาวรอด และปะขาวสาย ให้เป็นราชทูตเดินทางต่อไปยังราชสำนักสุโขทัย อัญเชิญพระราชสาส์นเจริญพระราชไมตรีไปยัง พญาลิไทย (พระมหาธรรมราชาที่ ๑) เพื่อทูลขออาราธนาพระมหาสุมนเถระ โดยทรงอ้างอิงถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นประดุจพี่น้องร่วมสายโลหิตระหว่างราชวงศ์มังรายและราชวงศ์พระร่วงมาแต่โบราณ พญาลิไทยจึงทรงอนุญาตตามพระราชประสงค์ พระมหาสุมนเถระจึงได้มอบหมายภาระการดูแลวัดอัมพวารามให้แก่พระนันทกะผู้เป็นศิษย์ แล้วนำ สามเณรกัสสปะ ผู้เป็นหลานชาย ร่วมเดินทางสู่ดินแดนล้านนาเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๒ (จ.ศ. ๗๓๑)
๒. ปฐมอุปสมบทกลางลำน้ำปิง และการสถาปนาวัดพระยืน
เมื่อขบวนสมณทูตยาตรามาถึงเขตแดนล้านนา พญากือนาทรงปีติยิ่ง เสด็จนำข้าราชบริพารไปต้อนรับด้วยพระองค์เองถึงตำบลแสนข้าวห่อ แล้วอัญเชิญพระสุมนเถระไปพำนัก ณ วัดพระยืน ทางทิศตะวันออกของเมืองหริภุญชัย (ลำพูน)
ณ ที่นั้น พระมหาสุมนเถระพร้อมด้วยพระสงฆ์รามัญ ๑๐ รูป ได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมากลางแม่น้ำระมิงค์ (แม่น้ำปิง) หรือ "อุทกุกเขปสีมา" ใกล้วัดจันทาโน เพื่อประกอบพิธีอุปสมบทกรรมตามพระวินัย โดยได้อุปสมบทให้แก่สามเณรกัสสปะ ซึ่งมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ นับเป็นพระภิกษุรูปแรกที่ได้รับการอุปสมบทในสายลังกาวงศ์กลางลำน้ำปิง หลังจากนั้นกุลบุตรชาวลำพูนและเชียงใหม่ต่างหลั่งไหลเข้าขอบวชเป็นจำนวนมาก ต่อมาพญากือนาและพระสุมนเถระได้ร่วมกันบูรณะวัดพระยืน หล่อพระพุทธรูปยืนขึ้น ๔ องค์ ประดิษฐานไว้ทั้งสี่ทิศในพระวิหาร และพญากือนาได้ทรงสถาปนาถวายสมณศักดิ์แด่พระสุมนเถระขึ้นเป็น "พระมหาสุมนรัตนบุปผาสวามี"
กาลนั้น พระมหาสุมนเถระได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นได้จากเมืองปางจาออกมาถวายให้พญากือนาได้ทอดพระเนตร พร้อมกราบทูลเรื่องราวทิพยนิมิตทั้งหมด พญากือนาทรงบังเกิดมหาศรัทธา จึงทรงสรงน้ำสุคันโธทกถวาย ทันใดนั้น พระบรมสารีริกธาตุในโกศแก้วผลึกได้สำแดงปาฏิหาริย์เปล่งแสงสีทองอร่าม ลอยวนเวียนขนานผิวน้ำ ท้องฟ้าพลันมืดครึ้ม บังเกิดสายฝนโบกขรพรรษโปรยปรายลงมาอย่างอัศจรรย์ พญากือนาและเหล่าเสนาอำมาตย์ต่างเปล่งเสียงสาธุการกึกก้องด้วยความซาบซึ้งในพุทธานุภาพ
๓. สุบินนิมิตดอกบัวหลวง และการสร้างวัดสวนดอกไม้พยอม
เดิมที พญากือนาทรงตั้งพระทัยจะสร้างพระอารามใหญ่ขึ้น ณ สวนทรายแม่ข่า แต่ในราตรีหนึ่ง เทวดาได้มาเข้าฝันบอกว่า พระราชอุทยานสวนดอกไม้พยอม อันเป็นอุทยานหลวงมรดกตกทอดมาแต่สมัยพญามังรายมหาราช เป็นรมณียสถานที่สงบวิเวกยิ่งกว่า พญากือนาจึงเสด็จพร้อมด้วยพระมหาสุมนเถระไปตรวจดูสถานที่ พระเถระได้พิจารณาแล้วถวายพระพรว่า เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การเจริญสมณธรรมของพระป่าเป็นอย่างยิ่ง
ต่อมา พญากือนาทรงพระสุบินนิมิตซ้ำอีกครั้งว่า "ณ ใจกลางสวนดอกไม้นั้น ปรากฏดอกบัวหลวงขนาดมหึมาดอกหนึ่ง มีขนาดใหญ่เท่ายวดยานเกวียน (กงจักร) บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว และมีดอกบัวขนาดเล็กล้อมรอบเป็นบริวารมากมาย"
พญากือนาทรงถือเป็นศุภนิมิตมงคลสูงสุด จึงมีพระบรมราชโองการให้แผ้วถางพระราชอุทยานสวนดอกไม้พยอม ให้มีขนาดกว้าง ๓๑๑ วา ยาว ๓๓๑ วา จำลองสัดส่วนตามแนวทางพระเชตวันมหาวิหารที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายพระพุทธองค์ ณ กรุงสาวัตถี การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. ๑๙๑๔ (จ.ศ. ๗๓๓) พระราชทานนามว่า "วัดบุปผาราม" (หรือวัดสวนดอก) และโปรดให้สร้างกุฏิสงฆ์ถวายพระมหาสุมนเถระทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนอกเขตพุทธาวาส พร้อมอาราธนาให้ผูกพัทธสีมาขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงจุดที่ทรงนิมิตเห็นดอกบัวหลวงผุดขึ้น
๔. มหาปาฏิหาริย์การแตกองค์พระธาตุ และการสร้างพระธาตุดอยสุเทพ
ในปี พ.ศ. ๑๙๑๖ พญากือนาและพระมหาสุมนเถระ ได้ร่วมกันสร้างพระบรมธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้น หุ้มด้วยแผ่นทองคำ มีรูปทรงดุจดอกบัวตูมตามสุบินนิมิต สูง ๒๔ วา เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ก่อนการบรรจุ ได้มีการอัญเชิญพระบรมธาตุลงในโกศทองคำเพื่อสรงน้ำสุคันโธทก ในบัดดลนั้น พระบรมสารีริกธาตุเจ้าได้สำแดงปาฏิหาริย์อย่างยิ่งยวด แผ่รังสีสว่างไสวเจิดจ้า และได้ "แตกออกเป็น ๒ องค์" (มีบันทึกว่าแตกเป็นหลายองค์ลอยวนเวียนบนผิวน้ำ มีประกายสีขาว สีทอง และสีมุก) ครั้นเมื่ออัญเชิญขึ้นจากน้ำ ปรากฏพระบรมสารีริกธาตุเด่นชัดเป็น ๒ องค์ มีขนาด วรรณะ และสัณฐานเสมอกันทุกประการ!
พญากือนาและพระมหาสุมนเถระจึงได้อัญเชิญพระบรมธาตุองค์หนึ่ง บรรจุกลับลงในโกศแก้วประพาฬ ซ้อนในโกศทองคำ โกศเงิน โกศทองเหลือง และโกศหิน แล้วอัญเชิญประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ใต้ฐานพระมหาเจดีย์ใหญ่ ณ วัดสวนดอก พร้อมทั้งสร้างเจดีย์บริวารล้อมรอบ ๗ องค์ และสร้างซุ้มประตูกำแพงแก้วล้อมรอบ นอกจากนี้ พญากือนาได้ทรงสละ "พระราชเรือนหลวง" (ตำหนักที่ประทับส่วนพระองค์) นำไม้มาสร้างเป็น พระวิหารหลวง หลังใหญ่ และหล่อพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ "พระเจ้าค่าคิง" ประดิษฐานเป็นพระประธาน สำเร็จบริบูรณ์ในปี พ.ศ. ๑๙๑๖
ส่วนพระบรมสารีริกธาตุอีกองค์หนึ่ง พญากือนาทรงเก็บรักษาไว้สักการะ จนกระทั่งถึง ปี พ.ศ. ๑๙๒๗ (จ.ศ. ๗๔๘) วันวิสาขมาสเพ็ญเดือน ๖ พญากือนาและพระสุมนเถระได้อัญเชิญพระบรมธาตุองค์ที่สองประดิษฐานบนบุษบกเหนือหลัง ช้างมงคลเสี่ยงทาย แล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานปล่อยช้างมงคลเดินบ่ายหน้าขึ้นสู่ยอดดอยสุเทพบรรพต ช้างมงคลได้เดินขึ้นไปจนถึงยอดดอย วนเวียนสามรอบ คุกเข่าลง ร้องขึ้นสามครั้งแล้วล้มลงสิ้นชีพ ณ ยอดเขา พญากือนาจึงโปรดให้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้นครอบจุดนั้น กลายเป็น "วัดพระธาตุดอยสุเทพ" วัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพจึงถือกำเนิดขึ้นเป็น "วัดพี่วัดน้อง" แห่งจิตวิญญาณล้านนาแต่นั้นมา
๕. บั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพและธรรมสันตติวงศ์
หลังการสร้างวัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้หยั่งรากลึก พระภิกษุสงฆ์จากทั่วทุกสารทิศ ทั้งเชียงตุง, สิบสองปันนา, เชียงแสน, พะเยา, ลำปาง, น่าน และแพร่ ต่างเดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมและพระบาลี ณ วัดสวนดอกอย่างเนืองแน่น
พญากือนาธรรมิกราช เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๑๙๒๘ พระราชโอรสคือ พญาแสนเมืองมา เสด็จขึ้นครองราชย์สืบแทน และต่อมาคือ พญาสามฝั่งแกน พระราชนัดดา ส่วนพระมหาสุมนเถระยังคงดำรงตำแหน่งพระสังฆราชแห่งล้านนา จำพรรษาโปรดเวไนยสัตว์ ณ วัดสวนดอก เป็นเวลายาวนานถึง ๑๘ ปี ผ่านแผ่นดินกษัตริย์ถึง ๓ รัชกาล ก่อนจะถึงแก่มรณภาพอย่างสงบในปี พ.ศ. ๑๙๓๑ (จ.ศ. ๗๕๐) ทิ้งไว้ซึ่งมรดกธรรมและมหาเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคงอยู่คู่แผ่นดินล้านนาตราบชั่วกาลนาน
อ่านเพิ่มเติม: คู่มือดอยสุเทพฉบับสมบูรณ์ — มากกว่าแค่ 309 ขั้น