บทที่ ๕: บารมีพระเก้าตื้อ และเปลวเพลิงแห่งกลียุค: ยุคทองพุทธศิลป์ พระแก่นจันทน์แดง และสองศตวรรษใต้เงาพม่า
ประวัติวัดสวนดอก บทที่ ๕: เจาะลึกมหากาพย์หล่อพระเจ้าเก้าตื้อหนัก ๙ ตื้อ ข้อพิพาทนิกายป่าแดง และสองศตวรรษแห่งความวิปโยคใต้แอกพม่า
๑. วัดสวนดอกในรัชสมัยพญาสามฝั่งแกน และข้อพิพาทสองนิกายลังกาวงศ์
หลังการมรณภาพของพระมหาสุมนเถระในปี พ.ศ. ๑๙๓๑ วัดบุปผาราม (สวนดอก) ได้สืบทอดตำแหน่งอธิบดีสงฆ์เรื่อยมาจนถึงรัชสมัย พญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. ๑๙๔๕–๑๙๘๔) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุปถัมภ์พระมหาเถระคนสำคัญถึง ๔ รูป ได้แก่ พระมหาสุมนะ, พระมหากัสสปะ (ผู้ชอบความสงบวิเวก หลบไปจำพรรษา ณ เชิงดอยละแวะ), พระมหานันทปัญญา (ผู้รื้อถอนและขยายพัทธสีมาพระอุโบสถให้กว้างขวาง), และพระมหาพุทธคัมภีร์
ทว่าในยุคนี้เอง ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาล้านนาต้องจารึกความผันแปรครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ พระสิลธันตะ แห่งวัดบุปผาราม พร้อมศิษย์ ๓ รูป ได้จาริกไปนมัสการพระทันตธาตุ ณ เกาะลังกา เมื่อเดินทางกลับมาถึงเชียงใหม่ พระสิลธันตะได้ประกาศกลางที่ประชุมสงฆ์ ณ วัดโชติการาม (วัดเจดีย์หลวง) ว่า คณะสงฆ์ในลังกาท้วงติงว่าสีมาและวัตรปฏิบัติของสงฆ์ล้านนาเดิมนั้นคลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ!
คำประกาศนี้ได้จุดประกายให้พระภิกษุหนุ่มชาวพิงคนคร นามว่า พระมหาญาณคัมภีร์ (บุตรของพันตาแสง เสนาบดีของพญาสามฝั่งแกน) ชักชวนสหธรรมิกเดินทางไปอุปสมบทแปลงใหม่ ณ ลังกาประเทศ แล้วนำสายธรรมกลับมาสถาปนาเป็น "คณะสงฆ์ฝ่ายลังกาวงศ์ใหม่" หรือ "นิกายป่าแดง" ณ วัดรัตนมหาวิหาร (วัดป่าแดงหลวง) ก่อให้เกิดข้อวิวาทะทางพระวินัยอย่างรุนแรงระหว่างนิกายสวนดอก (ลังกาวงศ์เดิมสืบแต่พระสุมนะ) กับนิกายป่าแดง (ลังกาวงศ์ใหม่) ตลอดช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐
๒. รัชสมัยพญาติโลกราชถึงพญายอดเชียงราย: ยุคแห่งการสะสางพระธรรมวินัย
เมื่อ พญาติโลกราช เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงทำนุบำรุงวัดสวนดอกอย่างดียิ่ง ในปี พ.ศ. ๑๙๙๐ ทรงอาราธนา พระมหาพุทธาทิจจเถระ ผู้เชี่ยวชาญพระบาลีจากวัดมหาวันมาครองวัดสวนดอก ในยุคนี้เกิดข้อถกเถียงในวงการสงฆ์ว่า สามเณรที่มีอายุใกล้จะอุปสมบท สมควรเรียนท่องจำพระปาฏิโมกข์ล่วงหน้าก่อนบวชเป็นภิกษุได้หรือไม่? พระมหาญาณสาครทักท้วงว่าไม่สมควร แต่พระพุทธาทิจจะยืนยันว่าสมควรเรียน พญาติโลกราชทรงเห็นชอบด้วยฝ่ายพระพุทธาทิจจะ จึงมีมติสงฆ์รองรับให้สามเณรท่องปาฏิโมกข์ได้ พระพุทธาทิจจะครองวัดสวนดอกนาน ๑๒ พรรษา จนถึงแก่มรณภาพเมื่ออายุ ๖๖ ปี
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๐๑๘ พญาติโลกราชทรงอาราธนา พระมหานาคเสนเถระ จากวัดแสนฝางมาปกครอง และในปี พ.ศ. ๒๐๒๐ ทรงมีพระราชศรัทธาบูรณะห่อหุ้มแผ่นทองคำองค์พระมหาเจดีย์วัดสวนดอกขึ้นใหม่จนสุกปลั่งงามสง่า ครั้นลุถึงรัชสมัย พญายอดเชียงราย ในปี พ.ศ. ๒๐๒๓ พระองค์ได้อาราธนา พระมหากุภามญาณสาคร จากวัดหมื่นสาร มาครองวัดสวนดอกสืบต่อมา ๑๐ พรรษา
๓. รัชสมัยพระเมืองแก้ว: การหล่อพระเจ้าเก้าตื้อ และพระแก่นจันทน์แดง
ลุถึงรัชสมัยของ พญาศิริธรรมจักรพรรดิดิลกราช (พระเมืองแก้ว) พระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย วัดสวนดอกได้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งโรจน์ที่สุด ทั้งทางพุทธศิลป์และวรรณกรรม ในปี พ.ศ. ๒๐๓๓ พระองค์ทรงอาราธนา พระมหาปุริเทพ (พระศิลเทวะ) ผู้จดจารึกตำนานพระบรมธาตุ ๒๘ แห่ง มาครองวัด และในปี พ.ศ. ๒๐๔๑ พระองค์ได้สร้างหอมณเฑียรธรรมขึ้นกลางอารามเพื่อประดิษฐานพระไตรปิฎก
มหาพิธีกรรมเททองหล่อ "พระเจ้าเก้าตื้อ" (พ.ศ. ๒๐๔๗–๒๐๕๒) — มหาปาฏิหาริย์แห่งงานประติมากรรมสำริดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นดิน ได้อุบัติขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๓ (เดือน ๕ เหนือ) ขึ้น ๘ ค่ำ ปี พ.ศ. ๒๐๔๗ ได้ฤกษ์ปุณณผสุนักษัตรา พระเมืองแก้วทรงเป็นประธานเททองหล่อพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์มหึมา หล่อด้วยทองสำริดหนักถึง ๙ ตื้อ (มาตราโบราณล้านนา: ๑ ตื้อ มีน้ำหนักเท่ากับ ๑,๐๐๐ หมื่นสัมฤทธิ์ หรือ ๑๐ ล้านชั่ง คิดเป็นน้ำหนักโลหะกว่า ๙ ตัน) หน้าตักกว้าง ๓ เมตร สูง ๔.๗๐ เมตร โดยระดมช่างหลวงสกุลเชียงแสนและช่างสุโขทัย หล่อแยกเป็น ๙ ท่อน แล้วช่างทองต้องใช้เวลาแต่งขัดเงาสนิทนานถึง ๕ ปีเต็ม จนแล้วเสร็จบริบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๐๕๒
เดิมที พระเมืองแก้วทรงตั้งพระทัยจะอัญเชิญพระเจ้าเก้าตื้อไปเป็นพระประธาน ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ใจกลางพระนคร แต่ครั้นเมื่อจะชะลอองค์พระเคลื่อนย้าย ปรากฏว่าองค์พระมีขนาดและน้ำหนักมหาศาลเกินกว่าจะผ่านซุ้มประตูกำแพงเมืองเชียงใหม่ได้! บรรดาเสนามนตรีและโหราจารย์จึงกราบทูลว่า เป็นลิขิตที่องค์พระประสงค์จะสถิตอยู่ ณ วัดสวนดอก พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญประดิษฐานเป็นองค์ประธานใน พระอุโบสถวัดสวนดอก มีการจัดงานสมโภชอย่างมโหฬาร มีพระสงฆ์มาชุมนุมถึง ๑,๐๐๐ รูป และคณะสงฆ์พร้อมเหล่าเสนาอำมาตย์ได้ถวายพระนามเฉลิมพระเกียรติแด่พระเมืองแก้วว่า "พระเจ้าสิริทรงธรรมจักรพรรดิราช"
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. ๒๐๖๔ เมื่อราชทูตจากกรุงศรีอยุธยาเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรี พระเมืองแก้วได้โปรดให้อัญเชิญ พระพุทธรูปแก่นจันทน์แดง (พระพุทธรูปไม้จันทน์หอมศักดิ์สิทธิ์แต่โบราณกาล) จากเมืองพะเยา มาประดิษฐานไว้ ณ พระวิหารหลวงวัดสวนดอก เพื่อให้ราชทูตอยุธยาได้ทัศนาและกราบไหว้นมัสการ ก่อนที่ในเวลาต่อมาปี พ.ศ. ๒๐๖๙ จะได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด)
๔. เปลวเพลิงแห่งกลียุค: สองศตวรรษภายใต้แอกพม่า และโศกนาฏกรรมเมืองร้าง

ความรุ่งโรจน์ของวัดสวนดอกและอาณาจักรล้านนาต้องขาดสะบั้นลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. ๒๑๐๑ (จ.ศ. ๙๒๐) เมื่อกองทัพพม่าแห่งกรุงหงสาวดี ภายใต้การนำของ พระเจ้าบุเรงนอง ยาตราทัพเข้าบดขยี้และยึดครองนครพิงค์เชียงใหม่ เชื้อสายราชวงศ์มังรายสิ้นสุดการปกครอง อาณาจักรล้านนาถูกลดชั้นเป็นเพียงเมืองหน้าด่านและสมรภูมิแย่งชิงอำนาจ
แม้ในรัชสมัยของกษัตริย์พม่าบางพระองค์ เช่น พระเจ้าสโด้ธรรมราชา (ตาลูนมิน) แห่งกรุงอังวะ จะเคยเสด็จเยือนเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๑๘๗ โปรดให้อุปสมบทพระภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป และเสด็จมานมัสการ พระสังฆาธิปะละเถระ พระมหาราชครูวัดสวนดอก ผู้มีพรรษาถึง ๘๐ ปี เพื่อสอบถามโบราณราชประเพณีล้านนาก็ตาม แต่วิกฤตสงครามที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างสยาม พม่า และหัวเมืองล้านนา ได้ทำให้วัดสวนดอกทรุดโทรมลงเรื่อยๆ
จุดแตกหักทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ (จ.ศ. ๑๑๔๐) เมื่อ เจ้าเทพสิงห์ ขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ได้ชั่วคราว ฝ่ายพม่าและชาวมอญ ๓๐๐ คน ได้ไปเกลี้ยกล่อม เจ้าองค์คำ (องค์นก) เจ้าชายเชื้อสายล้านช้างหลวงพระบาง ซึ่งบวชจำพรรษาเป็นพระภิกษุศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดสวนดอก ให้ยอมสึกออกมาเป็นแม่ทัพ เจ้าองค์คำยกกำลังเข้าตีขับไล่เจ้าเทพสิงห์แตกพ่าย แล้วตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่นานถึง ๓๑ ปี ก่อนที่ในที่สุดจะยอมจำนนคืนเมืองให้แก่พม่าอีกครั้ง
กลียุคสงครามอันยาวนานส่งผลให้เสนาสนะ โบราณสถาน และคัมภีร์ใบลานในวัดสวนดอกถูกทำลาย พระภิกษุสงฆ์ต้องหลบหนีภัยสงคราม ประชาชนชาวเชียงใหม่ถูกกวาดต้อนและอพยพหนีตายกระจัดพลัดพราย วัดสวนดอกที่เคยเป็นมหาอารามหลวงกลางสวนดอกไม้อันหอมหวน ได้กลายสภาพเป็น วัดร้างกลางป่ารกชัฏ มีเพียงซากพระเจดีย์ใหญ่และพระเจ้าเก้าตื้อที่ประทับนิ่งอยู่กลางดงเถาวัลย์และหญ้าคา ขณะที่นครพิงค์เชียงใหม่เกือบทั้งหมด ได้กลายสภาพเป็น "เมืองร้าง" ที่เงียบสงัด ปราศจากผู้คนอยู่อาศัยยาวนานกว่า ๒๐ ปี!